Categories
ประวัตินักฟุตบอล

เอริก มักซิม ชูโป-โมติง

ufa1688 

ช็อน-เอริก มักซิม ชูโป-โมติง (เยอรมัน: Eric Maxim Choupo-Moting; เกิดวันที่ 23 มีนาคม 1989) เป็นนักฟุตบอลที่เล่นในตำแหน่งกองหน้าหรือปีกให้กับปารีสแซ็ง-แฌร์แม็งในฝรั่งเศส และทีมชาติแคเมอรูน

ชูโป-โมติงเริ่มต้นอาชีพกับฮัมบัวร์เกอร์ เอ็สเฟา โดยได้ลงเล่นนัดแรกในบุนเดิสลีกาในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2007 ในฤดูกาล 2009–10 เขาถูกปล่อยยืมตัวให้กับเนือร์นแบร์ค ต่อมาในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011 เขาย้ายไปไมนทซ์ 05 สามฤดูกาลถัดมาเขาย้ายไปชัลเคอ 04 ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2014 เขากลายเป็นตัวหลักของสโมสรโดยลงเล่นมากกว่า 100 นัด ก่อนที่จะย้ายไปสโตกซิตีในพรีเมียร์ลีกในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2017 ในปีถัดมา เขาย้ายไปปารีสแซ็ง-แฌร์แม็งในลีกเอิงด้วยสัญญา 3 ปี

ทีมชาติ
เยอรมนี
ชูโป-โมติงถือหนังสือเดินเยอรมนี และเป็นตัวแทนของประเทศบ้านเกิดของตนในการแข่งขันรอบคัดเลือกของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปีในปี 2008 และ 2011

แคเมอรูน
วันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 2010 ชูโป-โมติงถูกเรียกติดทีมชาติแคเมอรูน และเป็นตัวแทนของชาติในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ เช่นเดียวกันกับฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ในวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 2017 เขาประกาศว่าจะไม่ลงเล่นในแอฟริกาคัพออฟเนชันส์ 2017

เกียรติประวัติ
สโมสร
ปารีสแซ็ง-แฌร์แม็ง

ลีกเอิง: 2018–19, 2019–20
กุปเดอฟร็องส์: 2019–20
รางวัลส่วนตัว
Fritz Walter Medal: เหรียญเงิน 2007

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

โรแบร์โต้ คาร์ลอส ตำนานแบ็คซ้าย ทีมชาติบราซิล

ufa1688 คาร์ลอส ” โรแบร์ตู การ์ลุส ดา ซิลวา รอชา “ หรืออีกชื่อ ที่แฟนบอลชาวไทยในยุค 2000 รู้จักกันเป็นอย่างดี อย่าง โรแบร์โต้ คาร์ลอส ตำนานแบ็คซ้าย ทีมชาติบราซิล เกิดเมื่อวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1973 ที่รัฐเซาเปาลู ประเทศบราซิล เขาเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพ เป็นครั้งแรกกับสโมสร União São João เมื่อถดูกาล 1990 โดย โรแบร์ตู การ์ลุส ถือว่าเป็นผู้เล่น ที่มีส่วนสูงค่อนข้างน้อย เพียง 168 เซนติเมตร

ซึ่งถือว่าตัวเล็กมาก ในตำแหน่งกองหลัง แต่ตำนานแบ็คซ้ายผู้นี้ ถือได้ว่าเป็นนักเตะ ที่มีจุดเด่น อยู่ที่เกมรุก มากกว่าเกมรับ จากการใช้ ความเร็วในการวิ่ง พละกำลังที่ล้นเหลือ และลูกยิงอันทรงพลัง

ความสัมพันธ์ และเหตุการณ์ในชีวิต โรแบร์ตู การ์ลุส ได้แต่งงานกับ อเล็กซานดร้า ทั้งคู่ใช้ชีวิตคู่ อยู่ด้วยกัน 12 ปี และมีลูกด้วยกัน 3 คน ก่อนที่จะหย่ากับภรรยาคนแรกในปี 2003 ก่อนที่ โรแบร์ตู การ์ลุส จะแต่งงานครั้งที่ 2 กับ มาเรียน่า ลูคอน

ในปี 2009 จนเมื่อล่าสุด โรแบร์ตู การ์ลุส ได้กลายเป็นคุณตา เมื่อลูกสาว คลอดลูกคนแรกในปี 2017 ที่ผ่านมา และภายในปี 2017 นั้นเอง โรแบร์ตู การ์ลุส ต้องเจอคำสั่งติดคุกถึง 3 เดือน จากกรณีที่ บาร์บารา เธอร์เลอร์ ฟ้องร้องเรียกค่าเลี้ยงดูลูก 2 คน

คาร์ลอส กับประวัติการค้าแข้ง และชีวิตหลังแขวนสตั๊ด 
หลังจากเริ่มต้น ชีวิตค้าแข้ง เขาเริ่มต้นจากการเล่นให้กับ สโมสรภายในประเทศก่อน เป็นเวลา 4 ปี หลังจากนั้น โรแบร์ตู การ์ลุส ก็ได้ย้ายทีม ไปเล่นให้กับสโมสร อินเตอร์มิลาน ในปี 1994 อยู่ 1 ปี ก่อนจะย้าย

ไปเล่นให้กับสโมสร เรอัล มาดริด นานถึง 11 ปี ซึ่งช่วงเวลา ที่เล่นให้กับ สโมสรเรอัล มาดริดนี้เอง ที่ถือได้ว่าเป็น ช่วงพีคที่สุด ในชีวิตการค้าแข้งของ โรแบร์ตู การ์ลุส เขาสามารถพาทีม คว้าแชมป์

ยูโรเปี้ยนแชมเปี้ยนลีก ได้ถึง 3 สมัย ในปี 1998 . 2000 และ 2002 และแชมป์ลีคอีก 4 สมัย ในปี 1997 .2001 .2003 และ 2007 โดยลงเล่นในลีคถึง 370 และยิงประตู ได้มากถึง 47 ประตูในลีต

ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่สูง สำหรับนักเตะ ในตำแหน่งกองหลัง ก่อนที่จะย้ายออกไปเล่นให้กับ สโมสรเฟแนร์บาห์เช คอรินเทียนส์ และแขวนสตั๊ด รอบแรกกับสโมสร อันจีมาคัชคาลาในปี 2012 และสุดท้าย เลือกแขวนสตั๊ด

โดยตลอดชีวิตการค้าแข้ง ของ โรแบร์ตู การ์ลุส เขาลงสนาม ในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก มากกว่า 100 นัด ซึ่งถือได้ว่าเป็น 1 ในจำนวน 15 คน ที่ลงสนามในรายการนี้ ได้เกิน 100 นัด ก่อนที่จะกลับมา เซ็นสัญญานักเตะ

พ่วงกับสัญญาผู้จัดการทีม กับสโมสร เดลีไดนาโมส ในอินเดียนซูเปอร์ลีก ประเทศอินเดีย ในปี 2015 ซึ่งหลังจาก โรแบร์ตู การ์ลุส ตัดสินใจแขวนสตั๊ดรอบแรกในปี 2012 แล้ว เจ้าตัวก็ได้ตกลง รับงานคุมทีมสโมสร ซิวาสสปอร์ ในปี 2013

แต่ผลงานไม่สู้ดีนัก คุมทีมได้เพียงปีเดียว ก็ย้ายไปคุมสโมสร อัคฮีซาเบเลดิเยสปอร์ ในปี 2015 และภายในปีนั้นเอง เจ้าตัวก็ได้กลับไป เซ็นสัญญาเป็นนักเตะ พ่วงกับผู้จัดการทีม กับสโมสร เดลีไดนาโมส

เกียรติประวัติในทีมชาติ โรแบร์ตู การ์ลุส ผ่านการรับใช้ชาติมากถึง 125 นัด โดยสามารถยิงประตู ในนามทีมชาติได้ 11 ประตู โดยสามารถคว้า แชมป์โคปา อเมริกา ได้ 2 สมัย ในปี 1997 และปี 1999 ซึ่งในปี 1997 นั้น เจ้าตัว ได้รับรางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลก 

ในอันดับที่ 2 นอกจากนี้ยังพาทีม คว้าแชมป์คอนเฟเดอร์เรชั่น คัพ 1 สมัย และแชมป์ ฟุตบอลโลกในปี 2002 ซึ่งในปี 2002 นั้นเอง ถือได้ว่า เป็นปีทองของตัว โรแบร์ตู การ์ลุส เลยก็ว่าได้ เพราะเจ้าตัว ก็ได้คว้ารางวัล นักฟุตบอลกองหลังยอดเยี่ยม ของยูฟ่า ไปครองอีกด้วยเช่นกัน เจอร์ราร์ด

บานาน่าชู๊ต ลูกยิงเหนือจินตนาการ หากจะพูดถึง เอกลักษณ์ สำคัญอีกอย่าง ที่นอกเหนือจากความเร็ว ของแบ็คซ้ายจอมบุกผู้นี้แล้ว อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือลูกยิงฟรีคิก ที่ทรงพลัง โดยหนึ่งในลูกยิง ที่เป็นที่จดจำ ของแฟนบอล ก็คือลูกยิง บานาน่าชู๊ต ในเกมที่ทีมชาติบราซิล พบกับทีมชาติฝรั่งเศส เมื่อปี 1997 ที่กล่าวได้ว่า เป็นลูกยิง ที่เหนือเกินจินตนาการ ของแฟนบอล ในยุคนั้น

โดยการยิงฟรีคิก ระยะไกลถึง 38 หลา บอลติดไซต์ก้อย อ้อมกำแพง ที่ตอนแรกทิศทาง ของลูกฟุตบอลนั้น ทำท่าว่า เหมือนจะหลุดออกนอกกรอบแน่ ๆ ก่อนที่สุดท้ายลูกฟุตบอล จะโค้งเข้าเสียบมุมเสา ชนิดที่ว่าไม่มีใครคาดคิด

ซึ่งลูกยิงลูกนี้ ยังคงถูกนำเอามาพูดถึงกันอยู่เสมอ ๆ จนกลายมาเป็น อีกหนึ่งตำนาน ที่เจ้าตัวสร้างไว้ ในสมัยที่ยังค้าแข้ง ซึ่งถึงแม้ว่าภายหลัง เจ้าตัวจะได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ที่จริงแล้ว ลูกยิงลูกนี้ ที่มันโค้งได้มากขนาดนี้ เป็นเพราะว่ามีลม ที่ช่วยทำให้มันตรงกรอบ

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

เชส ฟราเบรกัส

ufa1688 กองกลางทีมชาติสเปนย้ายร่วมทัพไอ้ปืนใหญ่แบบไม่มีค่าตัวด้วยวัยเพียง 16 ปี เมื่อปี 2003 เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและแจ้งเกิดกับทีมในเวลาอันรวดเร็ว ก่อนต่อมาได้รับความไว้วางใจแต่งตั้งเป็นกัปตันทีม โดยเขาลงสนามช่วยทีมไปทั้งสิ้น 303 นัด ตลอดระยะเวลา 8 ฤดูกาลที่ค้าแข้งอยู่ 

    เด็กปั้นบาร์เซโลนาได้รับการโหวตให้เป็นดีลเจ๋งสุดตลอดกาลของ"เดอะ กันเนอร์ส" แม้เจ้าตัวจะหักหาญน้ำใจแฟนบอลด้วยการย้ายไปเล่นกับทีมคู่ปรับอย่างเชลซีเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาก็ตาม

    ทั้งนี้ ฟาเบรกาสได้รับเสียงโหวตสูงถึง 56% จากการสำรวจความคิดเห็นสาวกกูนเนอร์สทั้งหมด 10,000 คน เหนือกว่าผู้เล่นระดับตำนานอย่าง เธียร์รี อองรี และ เดนนิส เบิร์กแคมป์ เสียอีก

ถ้าจะพูดถึงทีมที่เด่นที่สุดในทัวร์นาเมนต์ ยูโร 2008 ก็ย่อมหนีไม่พ้นทีมกระทิงดุสเปน ที่เล่นได้อย่างสวยงามและเร้าใจตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ โดยเฉพาะแผงมิดฟิลด์ที่เรียกได้ว่าเป็นกลจักรสำคัญของทีมกระทิงดุเลยก็ว่าได้ โดยในวันนี้ขอยกหนึ่งในกองกลางที่เล่นได้เด่นที่สุดของทีมชาติสเปน มาแนะนำแล้วกันครับ เขาคนนั้นก็คือ เชส ฟาเบรกาส กองกลางดาวรุ่งจากสโมสรอาร์เซนอล

เชสนั้นเดิมทีเป็นเด็กฝึกของสโมสรบาร์เซโลน่า ซึ่งคาดว่าถึงตอนนี้ทีมเจ้าบุญทุ่มคงต้องมานั่งกุมขมับเป็นแน่แท้ว่าปล่อยเพชรน้ำงามของทีมออกมาได้อย่างไร โดยฟาเบรกาสออกจากบาร์เซโลน่า ตอนที่มีอายุแค่ 15 ปีเท่านั้น

เชส ใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียวก็ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของอาร์เซนอลได้สำเร็จ โดยเกมประเดิมสนามของเขาเป็นเกมที่อาร์เซนอล พบกับ ร็อทเทอร์แฮม ยูไนเต็ด ในปี 2003 ส่งผลให้เขาเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ได้ลงเล่นในสีเสื้อของอาร์เซนอล ด้วยอายุ 16 ปี 177 วัน ก่อนที่จะกลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ประวัติศาสตร์ด้วยวัย 17 ปี ในเกมที่เอาชนะวูลฟ์ 5-1 ในเกมคาร์ลิง คัพ

แม้ว่าอาร์เซนอลจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ด้วยการไม่แพ้ใครเลยตลอดฤดูกาล แต่ว่า ฟาเบรกาส ไม่ได้เหรียญรางวัลในปีดังกล่าวแต่อย่างใดเนื่องจากว่า เขาไม่ได้ลงเล่นในเกมลีกเลยแม้แต่เกมเดียว

ในปีถัดมาฟาเบรกาส ก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงให้กับอาร์เซนอลอย่างเต็มตัว เนื่องจากการบาดเจ็บชอง ปาทริค วิเอร่า กัปตันทีมปืนโต โดยเกมที่แจ้งเกิดเชส ฟาเบรกาส ได้อย่างเต็มตัว ก็คือเกมที่ อาร์เซนอล เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-1 ในศึกชิงโล่ห์ การกุศล คอมมูนิตี้ ชิลด์ ปี 2004 และนับจากนั้นเขาก็กลายเป็นตัวหลักของอาร์เซนอลด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น

และจากการอำลาถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดียม ของปาทริค วิเอร่าในปี 2005 กัปตันทีม หลายคนคิดว่าทีมอาร์เซนอลคงจะมีผลงานที่ย่ำแย่ในฤดูกาลนั้นอย่างแน่นอน แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่ออาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือของทีม ตัดสินใจให้ฟาเบรกาส เป็นจอมทัพของทีมปืนใหญ่อย่างเต็มตัว จนผลงานของทีมติดลมบน ฝ่าด่านทั้งเรอัล มาดริด และ ยูเวนตุส เข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ก่อนที่จะแพ้บาร์เซโลน่า ไปอย่างน่าเสียดาย 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศ

จากผลงานที่ผ่านมาก็ทำให้ฟาเบรกาส ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะระดับหัวแถวของยุโรป และได้รับความสนใจจากสโมสรยักษ์ใหญ่ทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรอัล มาดริด ที่พร้อมจะทุ่มเงินมหาศาลคว้าตัวฟาเบรกาส กลับไปเล่นในประเทศสเปนอีกครั้ง

แต่ฟาเบรกาสก็ตัดสินใจปัดข้อเสนอยั่วน้ำลายของทีมบ้านเกิดด้วยการต่อสัญญากับอาร์เซนอลออกไป แม้ว่าค่าเหนื่อยอาจจะได้ไม่เท่า แต่ก็ได้มาซึ่งความสบายใจ เพราะว่าเขาต้องการเล่นให้กับอาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือผู้ให้โอกาสเขามากกว่า

ในฤดูกาล 2007/2008 ที่ผ่านมา ฟาเบรกาส เกือบที่จะพาอาร์เซนอล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี แต่ว่ากลับมาตกม้าตายในช่วงท้ายฤดูกาล จนโดนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แซงคว้าแชมป์ไปอย่างน่าเจ็บปวด

ส่วนผลงานในระดับชาติ ฟาเบรกาส นั้นเริ่มต้นโด่งดังมาตั้งแต่เล่นในระดับเยาวชนแล้ว โดยเล่นให้สเปนชุด ยู 17 คว้าตำแหน่งรองแชมป์ โลกที่ประเทศฟินแลนด์ โดยในครั้งนั้นฟาเบรกาส เป็นดาวซัลโว ประจำทัวร์นาเมนต์ด้วยจำนวน 5 ประตู และได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำรายการอีกด้วย

ส่วนผลงานในทีมชุดใหญ่ของสเปน เขาจะหนักไปทางตัวสำรองซะมากกว่า แต่ในยูโร 2008 ครั้งนี้เขากลายเป็นตัวทีเด็ดของหลุยส์ อราโกเนส กุนซือทีมชาติสเปน โดยลงมาพลิกเกมได้หลาย ๆ ครั้ง โดยเฉพาะในเกมที่สเปนเจอกับอิตาลี และ รัสเซีย ในรอบน็อกเอาต์ ฟาเบรกาสถูกเลือกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมทั้งสองเกม ที่เลือกโดยสื่อมาร์ก้า ที่เทคะแนนให้เชส อย่างท่วมท้น ในฐานะกลจักรสำคัญที่พาทีมกระทิงดุมีลุ้นแชมป์รายการระดับเมเจอร์เป็นครั้งแรกในรอบ 44 ปี

ในศึกทัวร์นาเม้นต์ ยูโร 2008 เชสลงสนามเกมส์แรกในฐานะตัวสำรอง เขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทนตอเรส และซัดประตูทิ้งท้ายในช่วงทดเวลา ช่วยให้สเปนฝังรัสเซีย 4-1

เข้ามาถึงรอบน็อคเอาท์ สเปนเสมอในเวลากับทีม อิตาลี 0-0 และในการดวลจุดโทษกันนั้น ก็เป็นเชส ที่ยิงทิ้งท้ายให้ทีมดวลจุดโทษชนะไป 4-3 พาทีมเข้ารอบจนดระทั่งได้แชมป์มาในท้ายที่สุด

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

รอย คีน (Roy Keane) ตำนานผู้เป็นที่รัก

ufa1688

เขาถูกเซ็นสัญญามาจากน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เมื่อปี 1993 รอย คีน กลายมาเป็นหัวใจสำคัญในแผงมิดฟิลด์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตลอดช่วงเวลา 12 ปีครึ่งหลังจากนั้น ในซีรี่ส์นักเตะตำนานเราจะมองย้อนไปถึงอาชีพค้าแข้งของหนึ่งในสุดยอดกัปตันทีมของสโมสรแห่งนี้…

อะไรที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้? เขามาที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวอันเป็นสถิติของอังกฤษ 3.75 ล้านปอนด์ คีนเป็นนักเตะที่มักจะตั้งมาตรฐานเอาไว้สูงเสมอสำหรับทั้งตัวเขาเอง และเพื่อนร่วมทีม นอกเหนือจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แล้ว ว่ากันว่าเขาคือส่วนสำคัญที่สุดที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จในยุค 1990 นักเตะชาวไอริชมักจะคอยกระตุ้นทุกคนในสนามอยู่เสมอ จนถึงทุกวันนี้เรายังคงได้ยินเสียงเพลงจากสเตรทฟอร์ด เอนด์ ที่ร้องว่า There's only one Keano กันอยู่ มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลงเหลืออยู่จากคีน หลังจากที่เขาย้ายออกจากถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ไปอยู่กับกลาสโกว์ เซลติก ในปี 2005

ความสำเร็จสูงสุด… ว่ากันว่าเกมที่ดีที่สุดของรอยก็คือรอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก เลกสอง กับยูเวนตุส ในปี 1999 ตอนนั้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตามหลังอยู่ 0-2 ในช่วง 11 นาทีแรก แต่คีนก็ช่วยปลุกแรงฮึดจากทุกๆ คนในทีม จนทำให้พลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 3-2 แต่เกมนั้นก็ต้องแลกมาด้วยใบเหลืองที่ทำให้เขาต้องพลาดลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศ นับเป็นการเสียสละจนทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ไปเตะที่บาร์เซโลน่า โดยในเกมกับยูเวนตุสที่ว่านั้น เขาเป็นคนโขกประตูตีตื้น หลังจากเกมผ่านไปครบครึ่งชั่วโมง จากนั้นประตูจาก ดไวท์ ยอร์ค และ แอนดี้ โคล ก็ทำให้ทีมได้รับชัยชนะ

เขาบอก "ตอนแรกที่ผมย้ายมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมมอง ไบรอัน ร็อบสัน เป็นตัวอย่าง แต่ตอนนั้นผมยังหนุ่ม เมื่อคุณยังหนุ่มอยู่ คุณจะได้กลิ่นคาวเลือด มันจะประมาณว่า 'ร็อบโบ้ ผมกำลังไล่ตามคุณมาแล้วนะ ผมจะแย่งตำแหน่งจากคุณ' นั่นแหละคือส่วนหนึ่งของเกม ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็จะไม่ก้าวหน้า"

เราบอก "รอยเป็นหนึ่งในแรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพค้าแข้งของผม เขาจะเล่นงานผมอย่างหนักทันทีที่ผมทำอะไรผิดพลาดไป เขาทำให้ผมตระหนักว่าการเป็นนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นมีความหมายขนาดไหน" – ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์

สถิติที่จะทำให้คุณทึ่ง… ตลอดช่วงเวลาในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด นักเตะหมายเลข 16 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้ 13 ครั้ง หลังจากได้รับตำแหน่งกัปตันทีมต่อจาก เอริค คันโตน่า ในปี 1997 คีนก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำของทีม เขาช่วยให้ทีมปีศาจแดงเดินหน้าต่อไปด้วยทัศนคติไม่ยอมแพ้ ความตั้งใจของนักเตะชาวไอริชทำให้เขาได้รับรางวัลส่วนตัวมาครอง หลังจากที่ช่วยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ในฤดูกาล 1999/2000 มิดฟิลด์จอมบู๊รายนี้ก็ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีพีเอฟเอจากการโหวตของนักเตะ, นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีจากการโหวตของนักข่าว และนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรจากการโหวตของแฟนบอล

อะไรบางอย่างที่คุณอาจยังไม่ทราบ… ในช่วงที่เขายังเด็ก คีนเคยเป็นนักมวยสมัครเล่นฝีมือดีมาก่อนด้วย

 

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

กอร์ดอน ฮิลล์ (Gordon Hill)

ตำแหน่ง กองกลาง, มิดฟิลด์
วันเกิด 1 เมษายน 1954 
สถานที่เกิด อังกฤษ
ทีมชาติ อังกฤษ

กอร์ดอน ฮิลล์ เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับมิลล์วอลล์ หลังจากที่เล่นในระดับเยาวชนมากับสเตนส์ ทาวน์ และเซาธอลล์ เอฟซี เขาลงเล่นให้กับมิลล์วอลล์ไปทั้งหมด 91 เกม ยิงได้ 22 ประตู ก่อนที่จะย้ายไปเล่นแบบยืมตัวในเมเจอร์ ลีก สหรัฐอเมริกากับทีมชิคาโก้ สติง ในปี 1975

จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 1975 เขาก็ย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 70,000 ปอนด์ ถือเป็นการซื้อตัวที่ยอดเยี่ยมของ ทอมมี่ ด็อคเฮอร์ตี้ หลังจากที่เขาทำผลงานร่วมกับปีกอย่าง สตีฟ ค็อปเปลล์ ได้เป็นอย่างดี

เขาช่วยให้ทีมปีศาจแดงผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ 1976 โดยยิงประตูไป 2 ลูกในรอบรองชนะเลิศที่เจอกับดาร์บี้ เคาน์ตี้ ซึ่งเป็นสโมสรที่เขาย้ายไปเล่นด้วยในปี 1978 ด้วยค่าตัว 250,000 ปอนด์ ทั้งที่ตอนนั้นเขายังเป็นนักเตะที่แฟนๆ ชื่นชอบ

หลังจากที่เล่นอยู่กับดาร์บี้ได้ 2 ฤดูกาล ฮิลล์ก็พเนจรไปกับหลายสโมสร ก่อนที่จะมาแขวนสตั๊ดกับนอร์ธวิช วิคตอเรีย ในปี 1988

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ไมค์ ดักซ์บิวรี่ (Mike Duxbury)

ตำแหน่ง กองหลัง, ฟูลแบ็ค
วันเกิด 1 กันยายน 1959 
สถานที่เกิด อังกฤษ
ส่วนสูง 175
ทีมชาติ อังกฤษ

ไมค์ ดักซ์บิวรี่ เป็นอดีตนักเตะฟูลแบ็คที่เริ่มต้นอาชีพนักเตะในระดับเยาวชนกับเอฟเวอร์ตัน ในปี 1975 เขาเซ็นสัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนที่จะกลายมาเป็นนักเตะอาชีพในปีต่อมา เขาได้ประเดิมสนามกับทีมปีศาจแดงชุดใหญ่เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1980 โดยเปลี่ยนตัวลงมาเล่นแทน เควิน โมแรน ในเกมกับเบอร์มิงแฮม ซิตี้

หลังจากนั้นดักซ์บิวรี่ก็กลายมาเป็นขาประจำในทีมชุดใหญ่ แม้ว่าทีมจะมีฟูลแบ็คตัวจริงอยู่แล้วคือ จอห์น กิดแมน กับ อาร์เธอร์ อัลบิสตัน แต่เขาก็สามารถโยกไปเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คได้ จนกระทั่งในช่วงท้ายฤดูกาล 1981/82 เขาก็ได้มาเล่นในตำแหน่งแบ็คขวาที่เขาถนัดที่สุด

ดักซ์บิวรี่ติดทีมชาติอังกฤษ 10 เกมในช่วงปี 1983 ถึง 1984 เขาย้ายไปร่วมทีมแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในปี 1990 หลังจากคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มา 2 สมัยกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากนั้นก็ย้ายไปเล่นกับแบรดฟอร์ด ซิตี้ และมาแขวนสตั๊ดกับทีมโกลเด้น เอฟซี ที่ฮ่องกงในปี 1996

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

โจ ฮาร์ท

ชื่อ : โจ ฮาร์ท
 
เชื้อชาติ : อังกฤษ
 
วันเกิด : 9 เมษายน 1987
 
สถานที่เกิด : ชรูว์สบิวรี่ ,ชโรปเชียร์ ประเทศอังกฤษ
 
ส่วนสูง : 196 ซม.
 
ต้นสังกัด : แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู

    โจ ฮาร์ท หรือชื่อเต็มว่า ชาร์ล โจเซฟ จอห์น ฮาร์ท เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 1987 ที่ ชรูว์สบิวรี่ ชโรปเชียร์ ประเทศอังกฤษ เป็นลูกชายของ ชาร์ลส์ และหลุยส์ ฮาร์ท โดยเขาได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนประถม อ็อกซอน ต่อมาเขาได้เข้าเรียนที่ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การกีฬา ใน ชรูว์สบิวรี่

    ตอนนั้นเขายังเป็นนักกีฬา คริกเก็ต ของทีม ชรูว์สบิวรี่ ซีซี และต่อมาอีก 2 ปีเขาได้ร่วมทีม วอลเชสเตอร์เชียร์ ซึ่งได้เล่นร่วมกับ สตีเว่น เดวิส นักคริกเก็ตทีมชาติอังกฤษในปัจจุบัน

    ขณะอายุได้ 15 ปี ฮาร์ทได้เข้าร่วมสโมสร ชรูว์สบิวรี่ ทาวน์ ซึ่งเป็นทีมบ้านเกิดของเขา ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2003 ในตอนนั้นเขายังเป็นผู้เล่นนอกสัญญาอยู่

    โจ ฮาร์ท ได้ลงเล่นให้ชุดใหญ่ของ  ชรูว์สบิวรี่ นัดแรกเมื่อ 20 เมษายน 2004 หลังเขามีอายุครบ 17 ปี เพียงแค่วันเดียว และเขาได้ลงเล่นครบ 90 นาที ในเกมที่เจอกับ เกรฟเซน แอนด์ นอร์ทฟรีท และอีก 4 วันถัดมาเขาก็ลงเฝ้าเสาในเกมที่พบกับ มอร์คอมบ์ ซึ่งเขาโดนยิงไป 3 ประตู

     หลังจากเกมนั้น ฮาร์ท ก็ไม่ได้ลงเล่นอีกเลยจนกระทั่งเดือนเมษายนของปีถัดไป เพราะตอนนั้น สก็อตต์ โฮวี่ย์ เป็นผู้รักษาประตูมือ 1 ของทีมอยู่ และฤดูกาลนั้น โจ ฮาร์ท ลงไป 6 เกม เสีย 4 ประตู

    ฤดูกาล 2005/06  โจ ฮาร์ท สามารถยึดตำแหน่งประตูมือ 1 ของทีมไปได้ละได้สวมเสื้อหมายเลข 1 ของทีมอีกด้วย โดยปีนั้นเขาลงเล่นไปทั้งหมด 46 นัด และเสียไป 55 ประตู ถึงแม้เขาจะเสียประตูเยอะแต่ถึงอย่างไรเขาก็ได้รับเลือกให้ไปติดทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 19 ปี เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2005 ในเกมที่เจอกับโปแลนด์

    หลังจากนั้น ฮาร์ท ก็เป็นที่สนใจของบรรดาทีมจากพรีเมียร์ลีก วันที่ 30 พฤศจิกายน 2005 คริส วู้ดส์ โค้ชผู้รักษาประตูของเอฟเวอร์ตันได้เข้าไปชมเกมที่ ฮาร์ท ลงเฝ้าเสา นอกจากเอฟเวอร์ตันแล้วยังมีทีมอย่าง อาร์เซนอล, เชลซีและ แมน ซิตี้ อีกทั้งหลายๆทีมในพรีเมียร์ลีก ที่สนใจจะคว้าเขาไปร่วมทีม

    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ปี 2006 ฮาร์ท ได้รับรางวัลนักเตะที่เล่นดีที่สุดของเดือนมกราคม ซึ่งเป็นการร่วมโหวตของแฟนบอล และเมื่อจบฤดูกาล โจ ฮาร์ท ยังได้รางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมแห่งปีของ ลีก ทู ในฤดูกาล 2005/06 อีกด้วย

    หลังจากจบฤดูกาล โจ ฮาร์ท เตรียมตัวที่จะไปแข่งฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรปอายุต่ำกว่า 19 ปี เขาก็ได้ตกลงเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อมาเขาก็ลงเล่นให้อังกฤษ แต่ต้องตกรอบคัดเลือกไปด้วยน้ำมือของ เซอร์เบีย แอนด์ มอนเตเนโกร

    เดือน พฤษภาคม ปี 2006 มีรายงานว่าค่าตัวของ โจ ฮาร์ท ที่ย้ายไปแมน ซิตี้ คือ 6 แสนปอนด์ และจะเพิ่มเป็น 1 ล้าน 5 แสนปอนด์ หากประสบความสำเร็จกับทีม หลังจากนั้นเขาลงเล่นในพรีเมียร์ลีกเกมแรกเมื่อ 14 ตุลาคม 2006 ด้วยเหตุที่ประตูมือ 1 และ 2 ของทีมเจ็บหมดเลย เกมนั้นเจอกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด สุดท้ายเขาสามารถรักษาคลีนชีทได้สำเร็จ

    มกราคม 2007 ฮาร์ท ถูกสโมสร ทรานเมียร์ โรเวอร์ส ยืมตัวไปเล่นใน ลีก วัน โดยเขาลงเล่นไปทั้งหมด 6 เกม และเขาก็ยังติดทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี อีกด้วย และเขาก็ถูก แบล็คพูล ยืมไปใช้งานอีกในปีเดียวกัน โดยลงเล่นไปทั้งหมด 5 เกม

    หลังจากกลับมาจากการยืมตัว สเวน โกรัน อีริคส์สัน กุนซือ แมน ซิตี้ ตอนนั้นก็ให้ โจ ฮาร์ท เป็นมือ 1 แทนที่ของ อันเดรส อิแซกสัน และก็ยกย่องว่า ฮาร์ท เป็นผู้รักษาประตูที่มีศักยภาพคนหนึ่งของอังกฤษ แล้วในอนาคตข้างหน้าเขาจะเป็นประตูมือ 1 ของทีมชาติอังกฤษอีกด้วย

 

     วันที่ 1 มิถุนายน 2008 โจ ฮาร์ท ได้ลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรกในเกมที่เจอกับ ตรินิแดดและโตเบโก และ ในเดือนตุลาคม เขาได้รับรางวัลแห่งเกียรติยศ ที่โรงเรียนชโรปเชียร์ และ วิทยาลัยฟุตบอล พร้อมกับอดีตเพื่อนร่วมทีมเดวิด เอ็ดเวิร์ด ที่เล่นให้กับ วูล์ฟแฮมป์ตัน และเขายังได้รับสัญญาใหม่อีก 5 ปี

    หลังจากที่ มาร์ค ฮิวจ์ ผู้จัดการทีมขณะนั้นซื้อตัว สจวร์ต เทย์เลอร์ มาจาก แอสตันวิลล่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2009 ทำให้ โจ ฮาร์ท โดน เบอร์มิงแฮม ยืมตัวไปและเกมแรกที่เขาลงเล่นก็ต้องโดน แมน ยู ยิงไป 1-0 แต่เขาก็ยังทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง

    ช่วงท้ายฤดูกาล ฮาร์ท ได้รับการโหวตให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ และยังมีชื่อเข้าชิงดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งไปของพรีเมียร์ลีก ร่วมกับ เวย์น รูนีย์ ,เชส ฟาเบรกาส และ เจมส์ มิลเนอร์ แม้ว่า มิลเนอร์ ได้รับรางวัล แต่ ฮาร์ท ก็ยังได้ติดทีมยอดเยี่ยมแห่งไป

    หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ เบอร์มิงแฮม ทำให้เขาติดทีมไปเล่นฟุตบอลโลก 2010 กับอังกฤษ ที่แอฟริกาใต้ และหลังจากกลับมาจากฟุตบอลโลก โรแบร์โต มันชีนี ผู้จัดการทีมตอนนั้น ก็ยังไม่แน่ใจว่าเขาจะอยู่ในแผนการทำทีมหรือไม่

    แต่ มัสซิโม่ แบตตาร่า โค้ชประตูของแมน ซิตี้ ก็ออกมาบอกให้เก็บเขาเอาไว้ใช้งานเนื่องจากเขาเป็นประตูที่มีความสามารถทางกายภาพและทางเทคนิคที่สูงมาก หลังจากที่ดูเขาลงเล่นกับ เบอร์มิงแฮม เมื่อฤดูกาลก่อน

    ฤดูกาล 2010/11 โจ ฮาร์ท ได้ถูกเลือกใช้งานก่อน เชย์ กิฟเวน ในเกมกับ สเปอร์ส เขาได้รับ แมน ออฟ เดอะ แมตช์ อีกทั้งเกมที่เอาชนะ ลิเวอร์พูลเขายังรักษาคลีนชีทได้อีกด้วย จนทำให้เขาได้รับความไว้วางใจเป็นมือ 1 ต่อไป และเขาเสียลูกแรกของฤดูกาลในเกมที่แพ้ ซันเดอร์แลนด์ 0-1

    ฮาร์ท ยังช่วยทีมให้เอาชนะคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเอฟเอคัพรอบรองชนะเลิศ โดยการปฏิเสธลูกยิงของ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ และสุดท้ายเกมจบลงด้วยชัยชนะของ แมน ซิตี้ ด้วยสกอร์ 1-0

    อีกทั้ง โจ ฮาร์ท ยังได้รับรางวัลการทำคลีนชีทได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2010/11 อีกด้วย และยังทำลายสถิติของสโมสรด้วยการรักษาคลีนชีทได้มากที่สุดใน 1 ฤดูกาล ในวันที่ 8 สิงหาคม 2011 เขาเซ็นสัญญาฉบับใหม่ไปจนถึงปี 2016 อีก

    ในฤดูกาล 2011/12 เขาก็ได้รับรางวัลการทำคลีนชีทได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง และช่วยให้ แมน ซิตี้ ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 44 ปี ด้วยชัยชนะเกมสุดท้ายเหนือ คิวพีอาร์ 3-2

 

    ถึงแม้ปี 2012/13 เขาก็ยังคงได้รางวัลการทำคลีนชีทได้มากที่สุด แต่มาฤดูกาล 2013/14 ฟอร์มของเขากลับดร็อปลงอย่างน่าใจหาย จากเกมที่เจอกับ เชลซี เขาออกมาตัดบอลพลาดในนาทีสุดท้ายเลยโดน เฟร์นันโด ตอร์เรส ฉกบอลไปยิงและแพ้ไป 1-2 จนทำให้โดนดร็อปในเกมที่เจอกับ นอริช โดยส่ง คอสเทล ปันติลิมอน นายทวารมือ 2 ลงเฝ้าเสาแทน

 

    ต่อมาในฤดูกาล 2014-15 ฟอร์มของ ฮาร์ท ค่อยๆ ดีขึ้นอีกครั้งทั้งศึกในประเทศและนอกประเทศ และเกิดเหตุการณ์ที่น่าจดจำในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย คือ เขาสามารถเซฟลูกจุดโทษของ ลีโอเนล เมสซี่ และเซฟอีกนับครั้งไม่ถ้วนในเกมที่พบกับ บาร์เซโลน่า และตอนจบฤดูกาล ฮาร์ท ก็ได้รับรางวัล "พรีเมียร์ ลีก โกลเด้น โกลฟ" อีกครั้ง ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ของเขา

 

   ในฤดูกาล 2015-16 ฮาร์ท ก็ยังคงเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของ "เรือใบสีฟ้า" มาโดยตลอด ซึ่งดูเหมือนว่า ตำแหน่งของเขาจะมั่นคงและมีอนาคตที่สดใส ทั้งกับสโมสรต้นสังกัดและในนามทีมชาติอังกฤษ แต่กลับมามีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้น เมื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก้าวมาเป็นกุนซือคนใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

   ในฤดูกาล 2016-17 ที่เพิ่งออกสตาร์ทกันไป เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้สร้างเรื่องเซอร์ไพรซ์ด้วยการดร็อป ฮาร์ท ในนัดเปิดฤดูกาลที่พบกับ ซันเดอร์แลนด์ ด้วยเหตุผลที่ว่า ฟอร์มของ ฮาร์ท ในศึกยูโร 2016 ที่ลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษนั้นไม่ดีเอาซะเลย และอีกเหตุผลก็คือ กวาร์ดิโอล่า มักจะชอบผู้รักษาประตูที่สามารถเล่นบอลด้วยเท้าเก่งๆ มากกว่า

 

   ยิ่งไปกว่านั้น กวาร์ดิโอล่า ยังออกมาประกาศว่า ฮาร์ท ไม่ได้อยู่ในแผนทำทีม และให้เตรียมตัวย้ายได้เลย ทำให้ ฮาร์ท ต้องจำใจเดินออกมาจากถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม และก็เป็น โตริโน่ ในศึกกัลโช่ ซีเรีย อา อิตาลี ที่คว้าตัวเขาไปร่วมทัพได้สำเร็จ ด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล ทำให้ ฮาร์ท กลายเป็นผู้รักษาประตูชาวอังกฤษรายแรกที่ย้ายมาเล่นใน อิตาลี นับเริ่มก่อตั้งลีกขึ้นมาตั้งแต่ปี 1929

 

   ส่วนในนามทีมชาติอังกฤษนั้น ฮาร์ท ได้รับใช้ชาติครั้งแรกในเดือนกันยายน 2005 ซึ่งเขาลงเล่นให้กับ "สิงโตคำรามน้อย" รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ในนัดที่พบกับ เบลเยี่ยม ในฐานะตัวสำรอง หลังจากนั้น ฮาร์ท ก็เลื่อนขึ้นไปเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี และนัดแรกที่เขาได้ลงสนามก็คือ นัดที่พบกับ สเปน

   และสำหรับทีมชาติชุดใหญ่ ฮาร์ท ได้รับโอกาสติดธงครั้งแรกในยุคของ ฟาบิโอ คาเปลโล่ ซึ่งเขาได้ลงสนามครั้งแรกในเกมอุ่นเครื่องที่พบกับ ตรินิแดดฯ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2008 หลังจากนั้น ฮาร์ท ก็กลายเป็นขาประจำสำหรับทีมชาติอังกฤษมาโดยตลอด เขาได้ลงแข่งในรายการสำคัญๆ มากมาย ทั้งฟุตบอลโลกและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปัจจุบัน ฮาร์ท รับใช้ทีมชาติอังกฤษไปแล้วทั้งสิ้น 64 นัดด้วยกัน

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ดีเอโก้ ริบาส ดา คุนย่า

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อ    :    ดีเอโก้ ริบาส ดา คุนย่า
วันเกิด    :    28 กุมภาพันธ์ 1985
เกิดที่    :    ริเบเรา เปรโต, เซา เปาโล
ตำแหน่ง    :    กองกลางตัวรุก
ส่วนสูง    :    174 ซม.

หนึ่งในมิดฟิลด์ที่ถือว่าเนื้อหอมที่สุดในชั่วโมงนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น ดีเอโก้ เพลย์เมกเกอร์ชาวบราซิเลี่ยน ที่โชว์ฟอร์มได้เยี่ยมจนพาแวร์เดอร์ เบรเมน รั้งรองจ่าฝูงบุนเดสลีก้า

มีไม่บ่อยนักที่นักเตะซึ่งค้าแข้งอยู่ในบุนเดสลีก้าจะเป็นที่หมายปองของหลายทีมยักษ์ใหญ่ในคราวเดียวกัน แต่ ดีเอโก้ สามารถทำให้ทั้งเรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า และ ยูเวนตุส ซึ่งถือเป็นสโมสรชั้นนำของยุโรปต้องแก่งแย่งกันอย่างเต็มที่เพื่อจะดึงตัวเขามาร่วมทีม

ด้วยเซนส์บอลที่ยอดเยี่ยม บวกกับทักษะในเชิงลูกหนังที่แพรวพราวตามสไตล์แข้งแซมบ้า ทำให้ ดีเอโก้ เป็นขวัญใจแฟนบอลได้อย่างไม่ยากเย็น นอกจากนั้น การยิงฟรีคิกของเขายังหวังผลได้เสมอ

แม้จะมีอายุเพียง 22 ปี แต่มิดฟิลด์คนเก่ง ก็กลายเป็นกำลังสำคัญให้กับ เบรเมน ได้แบบเต็มตัว และไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุผลที่ทำให้ "เจ้านกนางนวล" บินสูงได้อย่างทุกวันนี้ ก็มาจากฝีเท้าของ ดีเอโก้ เป็นหลักด้วย

เส้นทางการค้าแข้งของ ดีเอโก้ เริ่มขึ้นจากการเซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนของทีมซานโต๊ส ทีมดังของลีกเมืองกาแฟ ด้วยวัยเพียง 12 ปี ก่อนที่จะเลื่อนชั้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ขณะที่อายุ 16 ปี ในศึกริโอ-เซา เปาโล แชมเปี้ยนชิพ เมื่อปี 2002 และในปีเดียวกัน เขาก็คว้าแชมป์ภายในประเทศอย่าง คัมปิโอนาโต้ บราซิเลโร่ มาครอง

จากฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นเกินวัย ทำให้ ดีเอโก้ ถูกเรียกตัวมาติดทีมชาติบราซิลเป็นครั้งแรกในศึกโคปา อเมริกา 2004 และเขาก็มีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เมื่อยิงจุดโทษไม่พลาดในเกมที่พบกับ อาร์เจนตินา ในรอบชิงชนะเลิศ

ดีเอโก้ และ โรบินโญ่ ซึ่งตอนนี้อยู่กับเรอัล มาดริด ถือเป็นคู่หูดูโอที่โด่งดังของ ซานโต๊ส โดย ดีเอโก้ เกือบจะได้ย้ายไปค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกกับท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ แล้ว แต่การเซ็นสัญญากลับเป็นหมันในนาทีสุดท้ายเมื่อประธานสโมสรซานโต๊ส เปลี่ยนใจไม่ยอมปล่อยสตาร์รายนี้ออกจากทีมในปี 2003

อย่างไรก็ตาม ในปีต่อมา ปอร์โต้ ยักษ์ใหญ่ของโปรตุเกส ก็คว้าตัว ดีเอโก้ ไปร่วมทีมได้สำเร็จ แต่การที่เขาไม่ได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอก็ทำให้ถูกหั่นจากทีมชาติบราซิลชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2006

แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างมากนักกับปอร์โต้ แต่ แวร์เดอร์ เบรเมน ก็ยังเห็นถึงศักยภาพอันยอดเยี่ยมที่มีอยู่ในตัวของดาวเตะชาวแซมบ้า ก่อนจะเซ็นสัญญาคว้าตัวมาร่วมทีมในเดือนพ.ค. 2006 และสัญญาจะหมดลงในปี 2010

แมตช์แรกของ ดีเอโก้ กับ เบรเมน คือเกมรอบชิงชนะเลิศเดเอฟเบ ลีก้า โพคาล ซึ่ง "เจ้านกนางนวล" พลิกล็อกเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ไปได้ในวันที่ 5 สิงหาคม 2006

เพียงแค่ฤดูกาลแรกในการลงเล่นในเยอรมัน ดีเอโก้ ก็สามารถปรับตัวให้กับเกมบุนเดสลีก้าได้อย่างรวดเร็ว และคว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคมไปครอง หลังจากประเดิมเกมลีกนัดแรกด้วยการทำประตูให้ เบรเมน เอาชนะ ฮันโนเวอร์ ตามด้วยการเฉือนไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ดีเอโก้ ก็ประสานงานกับ ทอร์สเท่น ฟริงส์ ได้อย่างเข้าขา และได้รับการยกย่องว่าเป็นคู่มิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในลีกสูงสุดของเมืองเบียร์ ฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นกับ "เจ้านกนางนวล" ทำให้จอมทัพชาวบราซิเลี่ยน ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมอีกครั้งในเดือนตุลาคม และ ธันวาคม ก่อนที่จะได้รับการยกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำครึ่งฤดูกาลแรกของบุนเดสลีก้า

เบรเมน จบด้วยอันดับ 3 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลุ่ม เอ และต้องหล่นมาเล่นในศึกยูฟ่า คัพ แทน ซึ่งพวกเขาก็สามารถผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ หลังจากพิชิตเอแซด อัล์คมาร์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ดีเอโก้ คือกุญแจสำคัญที่พาทีมมาไกลถึงขนาดนั้น

วันที่ 20 เมษายน 2007 ดีเอโก้ สร้างความตื่นตะลึงด้วยการยิงไกลจากระยะ 62.5 เมตร ให้ เบรเมน ถล่ม อเลมันเนีย อาเค่น 3-1 และขึ้นเป็นจ่าฝูง แต่สุดท้ายก็มาตกม้าตายปล่อยแชมป์หลุดมือให้กับ สตุ๊ตการ์ท อย่างน่าเสียดาย

แม้จะไม่สามารถคว้าถาดแชมป์มาครองได้ แต่ ดีเอโก้ ก็ได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2006/07 จากการประกาศของ คิกเกอร์ แม็กกาซีนฟุตบอลชื่อดังของเยอรมัน โดยเขาได้รับคะแนนมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

จากฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นดังกล่าวทำให้ บราซิล เรียกนักเตะร่างเล็กกลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าตัวจะคว้าเหรียญแชมป์โคปา อเมริกา สมัยที่ 2 มาคล้องคอได้สำเร็จ ในเดือนกรกฏาคม 2007

ฤดูกาลนี้ ดีเอโก้ ก็ยังคงทำผลงานได้ดีเช่นเคย และนั่นก็เป็นเหตุผลให้ทั้ง บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด และ ยูเวนตุส 3 ทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรป ประกาศความสนใจในตัวเพลย์เมกเกอร์รายนี้อย่างชัดเจน แม้ว่าเจ้าตัวจะเพิ่งต่อสัญญากับทีมไปอีก 1 ปี

 ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงไม่มีแฟนบอลคนไหนของ เบรเมน ที่ต้องการให้ ดีเอโก้ อำลาทีม แต่ดูแล้วโอกาสที่จะเสียจอมทัพชาวบราซิเลี่ยนไปก็มีไม่น้อย เพราะนักเตะอาชีพทุกคนย่อมหวังที่จะก้าวต่อไปอีกขั้นเสมอ ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่หรือกับทีมใดนั้น ก็คงต้องรอดูกันต่อไป

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

อังเดร วิสดอม

 ประวัติก่อนการค้าแข้ง

       วิสดอมเกิดในครอบครัวชาวจาไมก้าในเมืองลีดส์ เวสต์ ยอร์คเชียร์ และเติมโตขึ้นในเมืองชาเปลทาวน์ เขาเริ่มอาชีพของเขาด้วยการข้ามเขตไปที่อคาเดมี่ที่แบรดฟอร์ด ซิตี้ ในขณะเดียวกันเขาได้รับการช่วยเหลือในการพัฒนาพร้อมกับเพื่อนๆ ในอนาคตซึ่งเป็นนักฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฟาเบียน เดลฟ์ และทอม เคลฟเวอร์ลีย์ เขาโดดเด่นมากๆ ในทีมเยาวชนและได้ไปเล่นกับกลุ่มผู้เล่นที่อายุมากกว่าเขา 1 ปี ในชุดยู-15 เขาได้เซ็นสัญญากับลิเวอร์พูลด้วยวัย 14 ปี ในเดือนมกราคม 2008

       วิสดอมพัฒนาก้าวหน้าผ่านทีมเยาวชนของลิเวอร์พูล ก่อนที่เขาจะเข้ามาร่วมกับทีมสำรองของสโมสร ในเดือนกันยายน 2010 กุนซือรอย ฮ็อดจ์สัน ได้เรียกตัววิสดอมไปติดทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในรายการลีกคัพ ในนัดที่พบกับทีมจากลีกทู นอร์ทแธมป์ตัน ทาวน์ แต่เจ้าหนุ่มไม่ได้ถูกส่งลงสนาม โดยในนัดนั้นลิเวอร์พูลพ่ายช็อกในการดวลจุดโทษหลังจากที่เสมอกันในเวลา 2-2 เขาได้กลับไปทำหน้าที่ลงสนามให้กับทีมเยาวชนอีกครั้งและต่อมาเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมสำรอง เขาได้รับรางวัลสำหรับการทำหน้าที่ของเขาด้วยการขยายสัญญาของเขา โดยการตัดสินใจของกุนซือคนใหม่ เคนนี่ ดัลกลิช ในหน้าร้อนของปี 2011 แม้ว่าจะได้รับศรัทธาจากดัลกลิช แต่วิสดอมก็ล้มเหลวในการเปิดตัวลงเล่นภายใต้การคุมทีมของตำนานแอนฟิลด์ ในช่วงปี 2011-2012 และเขายังคงได้เป็นกัปตันทีมชุดสำรองต่อไป

       หลังจากที่ลิเวอร์พูลได้แต่งตั้งให้เบรนแดน ร็อดเจอร์สนั่งตำแหน่งเก้าอี้กุนซือ ในเดือนมิถุนายน 2012 และจะเป็นผู้จัดการทีมคนที่สี่ของเขา ในช่วงเวลาที่เขาเล่นอยู่ที่แอนฟิลด์ ในเดือนกันยายน วิสดอมได้ออกไปนอกเกาะอังกฤษกับลิเวอร์พูลไปยังสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อไปแข่งขันในรายการยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ในแมตช์ที่พบกับ ยัง บอยส์ เบิร์น เขามีชื่ออยู่ในรายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริง และยิงประตูในการลงสนามเป็นนัดแรกให้กับลิเวอร์พูลเอาชนะไป 5-3 ผลงานในการลงเล่นของเขาเป็นที่น่าประทับใจอย่างมากในการไปเล่นในรายการยุโรป และนำไปสู่โอกาสในอนาคตของเขาในการเริ่มลงเล่นเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริงในอีกสัปดาห์ต่อมา ได้ลงเป็นตัวจริงในเกมที่เอาชนะเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยนไป 2-1 ในรายการลีกคัพ ในวันที่ 26 กันยายน และได้ลงสนามในศึกพรีเมียร์ลีกในอีก 3 วันต่อมา ในเกมที่บุกไปเอาชนะนอริช ซิตี้ถึงถิ่น 5-2 เขายังคงได้รับความไว้วางใจให้ลงสนามเป็นตัวจริงต่อเนื่องในเดือนต่อไป และเขาก็ได้ลงสนามเป็นตัวจริงเป็นนัดแรกในถิ่นแอนฟิลด์ ในเกมที่เสมอไร้สกอร์กับสโต๊ค ซิตี้ เขาได้ถูกส่งลงไปสัมผัสเกมเมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้ ในเกมที่เสมอ 2-2 ที่เอฟเวอร์ตันในวันที่ 28 ตุลาคม 2012 และสุดท้ายเจ้าตัวได้จรดปากกาเซ็นสัญญาระยะยาวฉบับใหม่กับลิเวอร์พูล ในวันที่ 9 มกราคม 2013

       จนกระทั่งวันที่ 22 ตุลาคม ปี 2013 วิสดอม ประสบความสำเร็จในการย้ายไปร่วมทัพ "แกะเขาเหล็ก" ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ด้วยสัญญายืมตัวจนจบซีซั่น เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ต่อไป

       สำหรับแมตช์เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเวที เดอะ แชมเปี้ยนส์ชิพ ของ อังเดร วิสดอม เป็นเกมที่ ดาร์บี้ เปิดรัง ไพรด์ พาร์ค รับการมาเยือนของ เบอร์มิ่งแฮม ซิตี้ ก่อนจะเสมอกันไปด้วยสกอร์ 1-1 ซึ่งปัจจุบันเจ้าตัวยังคงเป็นกำลังหลักในแผงเกมรับให้กับทัพ "แกะเขาเหล็ก" อย่างต่อเนื่อง

ประวัติการลงสนามในระดับทีมชาติ

อังกฤษ ยู-16

       วิสดอมได้ถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติอังกฤษในชุดอายุไม่เกิน 16 ปี เพื่อลงแข่งขันรายการวิคตอรี่ ชิลด์ทัวร์นาเมนท์ ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2008 เขาได้ลงเป็นตัวจริงในเกมที่ออกไปเยือนเวลส์ และคว้าชัยไปได้ 1-0 ที่สเตบอนฮีธ พาร์ค ในวันที่ 31 ตุลาคม เขาได้ร่วมเล่นในทัวร์นาเมนท์นี้อีกครั้ง ในอีก 1 เดือนต่อมา ถูกส่งลงเป็นตัวสำรอง ในแมตช์ที่ชนะสกอตแลนด์ 2-0 ที่ซินซิล แบงค์ และส่งให้อังกฤษขึ้นไปเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม และคว้าแชมป์ในรายการนี้ไปในปี 2008

อังกฤษ ยู-17

       ปีต่อมา วิสดอมถูกเรียกไปติดทีมชาติอังกฤษชุดอายุไม่เกิน 17 ปี ในรายการฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ยูโร ยู-17 ในปี 2010 อังกฤษผ่านการคัดเลือกและเข้าไปในฐานะแชมป์ของกลุ่มในลิกเตนสไตน์ เขาได้รับเลือกไปติดทีมในรอบสุดท้ายพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมของเขาในลิเวอร์พูล และกัปตันโคเนอร์ โคอาดี้ เขาได้ถูกบันทึกว่าอยู่ในทีมที่สามารถพาประเทศอังกฤษเข้ารอบน็อคเอาท์ได้สำเร็จ ด้วยการชนะสาธารณรัฐเช็ก, กรีซ และตุรกีในรอบแบ่งกลุ่มแบบ 100% ซึ่งอังกฤษก็สามารถเอาชนะฝรั่งเศสไป 2-1 ในรอบรองชนะเลิส จาก 2 ประตูจากศูนย์หน้าจากอิปสวิข ทาวน์ คอนเนอร์ วิคแฮม และทำให้พวกเขาได้ถูกจารึกชื่อในการเข้าชิงชนะเลิสเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 4 ปี วิสดอมได้ลงสนามเป็นตัวจริงในรอบสุดท้ายพบกับสเปน และก็เป็นพลพรรคสิงโตคำรามหนุ่มคว้าชัยชนะเหนือสเปนไปได้ และคว้าแชมป์ในรายการนี้ไปเป็นครั้งแรก

อังกฤษ ยู-19

       หลังจากที่ประสบความสำเร็จมาในชุดยู-16 และยู-17 วิสดอมก็ยังได้รับความไว้ใจอย่างต่อเนื่องและได้ร่วมทีมยู-19 ของโนเอล เบล็ค ในช่วงปี 2010-2011 เขาได้ลงสนามเป็นนัดแรกในเกมที่พบกับสโลวาเกียในเดือนตุลาคม และติดทีมไปอีก 10 นัดภายในเวลา 2 ปี เขาล้มเหลวในการที่จะเพิ่มความสำเร็จของเขา หลังจากที่อังกฤษไปสามารถทะลุผ่านเข้าไปในรอบแบ่งกลุ่มได้ ในฟุตบอลรายการชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ยูโร ยู-19 ในปี 2011 และวิสดอมก็พลาดการติดทีมชาติในการไปลุยรอบรองชนะเลิสในทัวร์นาเมนท์ในปี 2012

อังกฤษ ยู-21

       วิสดอมได้มีชื่อติดอยู่ใน 27 ขุนพลที่ติดทีมชาติอังกฤษชุดยู-21 ภายใต้การคุมทีมของสจ็วต เพรียซ ในเดือนกันยายน 2011 ในรายการชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ยูโร ยู-21 ปี 2013 รอบคัดเลือกที่พบกับอาเซอร์ไบจาน ยู-21 และเกมกระชับมิตรกับอิสราเอล ยู-21 เขาร่วมเล่นพร้อมกับพลพรรคหงส์แดง จอนโจ้ เชลวี่ย์, จอน ฟลานาแกน, มาร์ติน เคลลี่ และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน และได้ลงสนามเป็นนัดแรกด้วยการเป็นแบ็คขวา ในเกมที่ชนะอิสราเอล 4-1 แม้ว่าเขาจะล้มเหลวกับการติดทีมชุดใหญ่ลิเวอร์พูล แต่เขาได้กลับไปติดทีมชาติอีกครั้งในปีต่อมา เพื่อลงเล่นเกมนัดสำคัญ รอบเพลย์ออฟ ที่ต้องพบกับเซอร์เบีย แต่เขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออกหลังจากที่ได้รับอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ ในเกมรอบคัดเลือกที่พบกับฟินแลนด์ เขาได้ถูกไล่ออกจากสนามไปด้วยใบแดงโดยตรง หลังจากที่ไปเตะฝ่ายตรงข้ามด้วยความจงใจ

เกียรติประวัติ

อังกฤษ ยู-16
วิคตอร์รี่ ชิลด์ : 2008

อังกฤษ ยู-17
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ยูฟ่า ยู-17 : 2010

 

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

จูเซ็ปเป้ รอสซี่ (Giuseppe Rossi)

ตำแหน่ง ศูนย์หน้า
วันเกิด 1 กุมภาพันธ์ 1987 (33 ปี)
สถานที่เกิด นิว เจอร์ซี่ย์, อเมริกา
ส่วนสูง 173
ทีมชาติ อิตาลี
เข้าร่วมทีม 6 กรกฎาคม 2004

ลงเล่นนัดแรกให้ทีม 10 พฤศจิกายน 2004 พบกับ คริสตัล พาเลซ

จูเซ็ปเป้ รอสซี่ อาจเป็นนักเตะคนหนึ่งที่ตัวเล็กที่สุดในทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เมื่อมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่รอคอยเขาอยู่ข้างหน้า

ศูนย์หน้าชาวอิตาเลี่ยนที่เกิดในอเมริกาผู้นี้ย้ายจากทีมปาร์ม่า ในกัลโช่ ซีรี่ เอ เข้าร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเดือนกรกฎาคม ปี 2004 เขาเสียเวลาไปกับการเล่นให้ทีมสำรองอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง โดยเขาลงเล่นให้ทีมสำรองของแมนฯ ยูไนเต็ด 19 นัด ทำได้ 13 ประตู

ด้วยฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจของจูเซ็ปเป้ กับทีมสำรอง ทำให้เขาถูกเรียกตัวให้ติดทีมชุดใหญ่ในเดือนพฤศจิกายน 2004 ซึ่งหลังจากที่เขาเซ็นสัญญาเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรเพียง 2 สัปดาห์

เซอร์ อเล็กซ์ ให้รอสซี่ สวมเสื้อหมายเลข 42 และใส่ชื่อเขาในทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในชุดที่พบกับคริสตัล พาเลซ ในฟุตบอลคาร์ลิ่ง คัพ รอบที่ 4 และเขาก็ได้ลงเล่นให้กับทีมในฐานะตัวสำรองโดยลงเล่นแทนเดวิด เบลลิยง และในครั้งนั้นแมนฯ ยูไนเต็ด เอาชนะมาได้ 2 – 0

หลังจากนั้นเขาก็มีส่วนร่วมในทีมชุดใหญ่มากขึ้นในฤดูกาล 2005/06 และเขาก็ยังคงลงเล่นให้กับทีมสำรอง และทำประตูได้ถึง 30 ประตู ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ทีมสำรองคว้า 3 แชมป์ในปีนั้น (แชมป์ลีกสำรอง, แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ และฟุตบอลถ้วยของทีมสำรอง)

นักเตะทีมชาติอิตาลีชุดอายุไม่เกิน 21 ปีผู้นี้ ได้ลงเล่นให้กับทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ชุดใหญ่ 14 ครั้ง และทำได้ 4 ประตูซึ่งประตูแรกของเขาเกิดขึ้นในนัดแรกที่เขาลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก พบกับซันเดอร์แลนด์

เมื่อดูจากกองกลางตัวเก๋าอย่างพอล สโคลส์ หรือศูนย์หน้าอย่างเวย์น รูนี่ย์ แล้วจูเซ็ปเป้ รอสซี่ ก็มีความสามารถ พรสวรรค์ และทัศนคติไม่แพ้พวกเขา และเขาก็อาจจะกลายเป็นนักเตะระดับสุดยอดในโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นได้ และจากระยะเวลาในสัญญาที่เขาจะอยู่กับทีมจนถึงปี 2010 นั่นก็จะช่วยให้เขาพัฒนาฝีเท้าของเขาได้อีกมากทีเดียว