Categories
นักฟุตบอล

10 ที่สุดแข้งแซมบ้าแห่งพรีเมียร์ลีก (ตอน1)

10 ที่สุดแข้งแซมบ้าแห่งพรีเมียร์ลีก (ตอน1)
        เรื่องราวเกี่ยวกับสุดยอดผู้เล่นชาวบราซิล ที่เข้ามาค้าแข้งสร้างชื่อเสียงในเวที Premier League เมืองผู้ดี วันนี้ส่งท้ายกับอันดับ 1-5 โฉมหน้าพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นใครกันบ้าง ไปติดตามรายละเอียดกันเลย  ดูบอลสด
5. แฟร์นานดินโญ่
เรือใบสีฟ้า (2013 – ทุกวันนี้)       แข้งเจ้าของค่าตัวมูลค่า 34 ล้านปอนด์ ย้ายมาจาก ชัคตาร์ โดเนสท์ เมื่อปี 2013 ทำผลงานในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับได้อย่างดีเสมอมา ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ตัวเขาอยู่กับทีมเรือใบสีฟ้ามาแล้ว 4 ปี ซิวแชมป์ Premier League ได้ตั้งแต่ซีซั่นแรก แม้จะอายุ 32 ปีแล้วในขณะนี้ แต่ยังคงเป็นกำลังสำคัญของทีมในยุคนายใหญ่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มีโอกาสสูงที่จะคว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งที่ 2 ในฤดูกาลนี้ เพราะผลงานของสโมสรนั้นร้อนแรงเหลือเกิน   
4. ดาวิด ลุยซ์
เชลซี (2011 – 2014, 2016 – ทุกวันนี้)      แนวรับหัวฟูรายนี้ คือหนึ่งในแข้งChelseaชุดคว้าแชมป์  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2012 ก่อนจะถูกยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ปารีสฯ ซื้อตัวไปร่วมทีมด้วยมูลค่าถึง 50 ล้านปอนด์ แต่ “สิงห์บูลส์” ก็ซื้อตัวมาร่วมทีมอีกครั้งเมื่อปี 2016 ซึ่งเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดช่วยทีมซิวแชมป์ Premier League ในปีแรกของการกุมบังเหียนโดย อันโตนิโอ คอนเต้ สรุปรวมความสำเร็จในยูนิฟอร์มเชลซี ลุยซ์ คว้าแชมป์ Premier League , เอฟเอ คัพ,  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูโรป้า ลีก ได้รายการละ 1 สมัย 
3. ฟิลิปเป้ คูตินโญ่
หงส์แดง (2013 – ทุกวันนี้)    แนวรุกร่างเล็กรายนี้สร้างชื่อในอิตาลีกับ “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน ต่อไปถูก “หงส์แดง” หงส์แดง ซื้อตัวมาร่วมทีมเมื่อปี 2013 ด้วยค่าตัวย่อมเยาเพียง 8.5 ล้านปอนด์ เขาพัฒนาฝีเท้ายกระดับตัวเองอย่าไม่หยุด จนกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมในทุกวันนี้ เป็นผู้เล่นชาวบราซิลที่โดดเด่นเยอะที่สุดใน Premier League เวลานี้ แม้ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาจะมีข่าวย้ายไปร่วมทีม “ต่างดาว” เจ้าบุญทุ่ม แต่ท้ายที่สุดก็ค้าแข้งในรังแอนฟิลด์ต่อ ต้องคอยติดตามอนาคตของนักเตะเนื้อหอมรายนี้ต่อไป
2. จูนินโญ่ เปาลิสต้า
มิดเดิ้ลสโบรช์ (1995-97, 1999-2000, 2002-04)     เพลยเมกเกอร์ระดับตำนานของทีม “สิงห์แดง” มิดเดิ้ลสโบรช์ เป็นผู้นำการเล่นสไตล์ “บราซิล” มาสู่ Premier League อย่างแท้จริง เขาตัดสินใจลาทีมในปี 1997 หลังทีมร่วงตกชั้น แต่ก็คัมแบ็คสู่ทีมอีกครั้งด้วยสัญญายืมตัวจากทีม “ตราหมี” แอตเลติโก้ มาดริด มีส่วนช่วยทีมซิวแชมป์ลีกคัพปี 2004 ซึ่งเป็นการคืนสู่ทีมเป็นคำรบที่สาม เขาคือตำนานแห่ง “เดอะ โบโร่” ที่ยังอยู่ในความทรงจำของกองเชียร์เสมอมา 
1. จิลแบร์โต้ ซิลวา
ไอ้ปืนใหญ่ (2002 – 2008)    มิดฟิลด์ตัวรับชาวบราซิลรายนี้ คือหนึ่งในตำนานมิดฟิลด์พันธุ์แกร่งของทีม “ปืนใหญ่” ไอ้ปืนใหญ่ ย้ายมาจาก แอตเลติโก้ มิเนโร่ สโมสรในบ้านเกิดเมื่อปี 2002 ใช้เวลาปรับตัวไม่นานกับฟุตบอล England  สถาปนาตัวเองเป็นกำลังหลักในแดนกลางได้อย่างสุดยอด ประสานงานกับคู่หูฮาร์ดคอร์ ปาทริค วิเอร่า ได้อย่างลงตัว ช่วยทีมสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ Premier League แบบไร้พ่าย Season  2003-04 นอกจากนี้ยังคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้อีก 2 สมัย (2003, 2005) และเป็นรองแชมป์  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2005-06 อีกด้วย ความสำเร็จทั้งหมด คือเครื่องพิสูจน์ความเป็นสุดยอดแข้งบราซิเลี่ยนแห่งเวที Premier League อย่างแท้จริง  ดูบอล Online 
    1988 – เอซี มิลาน เจ้าของรางวัลคือ มารโก แวน บาสเท่น อันดับ 2 และ 3 คือเพื่อนร่วมทีมและเพื่อนร่วมชาติ ได้แก่ รุด กุลลิท และ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ตามลำดับ 
   1989 – เอซี มิลาน มาร์โก แวน บาสเท่น ซิวรางวัลนี้ 2 สมัยซ้อน โดยมีเพื่อนร่วมทีมเข้าป้ายตามมาเป็นอันดับ 2 และ 3 ได้แก่ ฟรังโก้ บาเรซี่ และ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ตามลำดับ
   2010 – บาร์ซ่า เจ้าของรางวัลคือ ลิโอเนล เมสซี่ อันดับ 2 และ 3 คือเพื่อนร่วมสังกัดได้แก่ อันเดรส อิเนสต้า และ ชาบี้ เอร์นานเดซ ตามลำดับ
1. ขยันทุ่มเทเกินร้อย       อเล็กซิส ทำหน้าที่ได้ดีทั้งเกมรุกและเกมรับ ขยันทุ่มเททุกจังหวะของเกม เมื่อบอลอยู่ในการครอบครองของเขา สามารถสร้างความได้เปรียบให้ทีมได้เสมอ เมื่อไม่มีบอล จะไล่เพรสซิ่งตั้งแต่แดนบนลงมายันแนวรับ ความมุ่งมั่นเกินร้อยคือภาพที่เราเห็นจนชินตา สังเกตได้จากช่วงเวลาทีมดเสียเปรียบ หรือกำลังจะแพ้ หรือเป็นจังหวะการเล่นที่ไม่ได้ดั่งใจ ตัวเขาจะมีอาการหงุดหงิดและไม่พอใจแบบโอเวอร์แอคติ้ง ลักษณะใกล้เคียงกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถือได้ว่า แพชชั่นหรือว่าอินเนอร์ในเกมจะสูงมากๆ ซึ่งส่งผลดีต่อการกระตุ้นสปิริตนักสู้ของเพื่อนร่วมทีมให้ฮึกเหิมขึ้นมาได้
2. เล่นเกมรุกได้ทุกตำแหน่ง    ตั้งแต่เริ่มสร้างวชื่อกับ อูดิเนเซ่ ต่อมาที่ เจ้าบุญทุ่ม และทุกวันนี้กับ ไอ้ปืนใหญ่ อเล็กซิส เล่นได้สารพัดตำแหน่งในแนวรุก ปีกซ้าย ปีกขวา เพลย์เมกเกอร์ตรงกลาง ศูนย์หน้าตัวเป้าแบบอยู่ค้ำคนเดียว หรือจะเป็นหน้าต่ำคอยเชื่อมเกมก็ทำได้ดี แอสซิสต์เยี่ยม อ่านเกมขาด กระหน่ำทำประตูได้เฉียบขาด เปิดบอลจากริมเส้นได้แม่นยำ ถือว่าทำได้ดีทุกพื้นที่ของเกมรุกเลยทีเดียว   
3. ช่วยเกมรับได้ดีกว่าตัวรุกรายอื่น   อเล็กซิส ต่างจากตัวรุกรายอื่นในเรื่องเกมรับ  โดยเฉพาะความบู๊ ขยันดุดัน ทุ่มเท ตัวเขาจะลงมาล้วงต่ำในแนวรับของทีมตัวเอง และพาบอลสวนกลับทำเกมรุกใส่คู่แข่ง นับเป็นการใช้แรงเยอะกว่าปกติ ซึ่ง “ชายเล็ก” ทำให้เห็นเสมอ และมักทำได้ดี เป็นการแบ่งเบาภาระในเกมรับจากผู้เล่นเกมรุกได้อย่างสุดยอด  
4. แข้งตัวรุกที่ครบเครื่อง
     ตั้งแต่ย้ายมาค้าแข่งใน Premier League เมื่อปี 2014 เรื่อยมาจนทุกวันนี้ “ชายเล็ก” คือหัวใจสำคัญในเกมรุกของ “ปืนใหญ่” ไอ้ปืนใหญ่ อย่างแท้จริง ผลงานแอสซิสต์ และยิงประตูให้ทีมติดอันดับท็อปของลีกแทบทุกฤดูกาล ความเด็ดขาดในการจบสกอร์ทำได้ทุกรูปแบบ ทั้งฟรีคิก จุดโทษ หรือจะเป็นลูกโหม่งก็ทำได้ดี แม้รูปร่างจะเล็กก็ตาม เรื่องเทคนิควิธีส่วนตัวที่แพรวพราวก็ทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งหมดคือความสมบูรณ์ของผู้เล่นตัวรุก โดยสรีระไม่ใช่อุปสรรคเลยแม้แต่น้อย 
5. เปลี่ยนเกมได้เสมอเมื่อทีมลำบาก    แข้งทีมชาติชิลีรายนี้มักเป็นทีเด็ดเปลี่ยนเกมให้ทีมได้บ่อยครั้ง ทั้งในฐานะตัวจริงและตัวสำรอง การมี อเล็กซิส อยู่ในสนามนั้น สามารถเป็นตัวชี้ขาดเกมได้เลย โดยเฉพาะในยามที่ทีมเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่กดดันและยากลำบาก นักเตะร่างเล็กรายนี้จะช่วยแก้วิกฤตให้ทีมได้แทบตลอด โดยเฉพาะเกมรุกที่อาจเจาะเกมรับคู่แข่งไม่เข้า “ชายเล็ก” มักจะสร้างความไม่เหมือนกันให้ทีมได้เสมอ นำไปสู่ปลายทางคือผลการแข่งขันที่ดี เข้าทำนอง “คิดอะไรไม่ออก บอกอเล็กซิส” คุณสมบัติตัวเปลี่ยนเกมนี้คืออีกจุดขายสำคัญของนักเตะรายนี้ที่หลายสโมสรต้องการ  ดูบอล Online 

ufa1688  

Categories
นักฟุตบอล

ประวัติ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ชื่อเต็ม : โมฮาเหม็ด ซาลาห์
วันเกิด: 15 มิถุนายน ค.ศ. 1992 (25 ปี)
เกิดที่ : บาสยูน, ประเทศอียิปต์
สัญชาติ : อียิปต์
ส่วนสูง : 175 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า

ประวัติส่วนตัว

     ซาลาห์ เริ่มเล่นบอลนัดแรกให้กับชุดเยาวชนของ เอล โมคารูน ทีมในลีกของอียิปต์ก่อนที่เจ้าตัวจะแสดงศักยภาพออกมาเรื่อยๆจนไปเตะตาแมวมองของทีม บาเซิ่ล ยอดทีมในศึกสวิตเซอร์แลนด์หลังจากนั้นเจ้าตัวก็โชว์ได้สะเด่าซะเหลือเกินจนย้ายไปอยู่หลายลีกหลายทีมด้วยกันและตอนนี้ ซาลาห์ ได้แปลงเป็นแข้งคนสำคัญของสาวก "เดอะ ค็อป" หงส์แดง สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เอล โมคารูน (2006/2012)

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

     หลังจาก ซาลาห์ บ่มเพาะความสามารถกับทีมชุดเยาวชนของเอล โมคารูน อยู่ถึง 4 ปีในที่สุดโอกาสในการโลดแล่นบนลีกสูงสุดก็มาถึงเมื่อเขาได้ลงเปิดฉากสนามในวันนี้ 3 มิถุนายน 2010 โดยลงมาเป็นสำรองในเกมที่เจ๊ากับ เอล มันซูร่า 1-1 ซึ่งจากการลงสนามในเกมวันนั้นเจ้าตัวก็ได้รับโอกาสในการลงสนามเพิ่มมากขึ้นจนในที่สุดเจ้าตัวก็ปลดล็อคซัดประตูแรกในเกมลีกได้สำเร็จ

          ในฤดู 2011-2012 หลังจากได้รับความไว้วางใจให้ลงสนามเป็นตัวจริงและกำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างสะเด่าแต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อมีการก่อเหตุสมุทราะวิวาทครั้งใหญ่จนเป็นผลให้มีผู้ตายถึง 74 รายและบาดเจ็บระนาวถึง 500 จึงส่งผลให้สมาคมบอลอียิปต์ตัดสินใจยกเลิกการแข่งขันทีงหมดในซีซั่นนั่นเอง

บาเซิ่ล (2012/13)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ mohamed salah basel

          หลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมดังที่กล่าวถึงมาแล้วสิ้นสุดลงก็ได้มีทีมจากศึกสวิต ซูเปอร์ลีก อย่าง บาเซิ่ล ได้เดินทางมาเตะอุ่นเครื่องกับทีมชาติอียิปต์ ชุดยู-23 ซึ่งประจวบเหมาะกับ ซาลาห์ มีชื่ออยู่ในชุดนี้ด้วยโดยเจ้าตัวได้โอกาสลงเล่นในช่วงช่วงหลังและโชว์ฟอร์มเทพเหมาคนเดียวไปถึงสองเม็ดซึ่งเกมนั้นจบลงที่ อียิปต์ ชุดยู-23 เอาชนะไปได้แบบสุดมัน 4-3 และหลังจากจบเกมดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วทางสบอร์ดบริหารของบาเซิ่ล ไม่รอช้ารีบคว้าตัวเพชรเม็ดงามรายนี้ไปสู่ทีมทันทีและประกาศคว้าตัวในวันที่ 10 เมษยน 2012 ด้วยการเซ็นสัญญาระยะยาวถึง 4 ปีด้วยกัน

          23 มิถุนายน 2012 เบิกสกอร์แรกให้กับตัวเองในช่วงทัวร์ปรีซีซั่นด้วยการยิงประตูใส่สเตอัว บูคาเรสต์ นั่นเอง ซึ่งเกมอย่างเป็นทางการสำหรับปีกตัวจี๊ดสัญชาติอียิปต์ก็คือการลงเปิดฉากในถ้วยหูใหญ่อย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก รอบคัดเลือกในการพบกับโมลด์ ตัวแทนจากลีกนอร์เวย์ซึ่งลงมาในฐานะผู้เล่นสำรอง หลังจากนั่นเจ้าตัวก็ได้รับโอกาสลงสนามมากขึ้นเหมือนตอนที่เล่นอยู่ในประเทศบ้านเกิด ด้วยเกรดทีมที่ยังต่อกรใครไม่ได้จึงส่งผลให้พวกเขาตกรอบในบอลยุโรปด้วยการพ่ายต่อเชลซี ไปด้วยสกอร์รวม 2-5 ส่วนผลงานในลีกยังคงเป็นที่หนึ่งในดวงใจเสมอเพราะว่าพวกเขาคว้าตำแหน่งแชมป์ลีกมาครองได้นั่นเอง

ฤดู 2013/14

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
          ซาลาห์ เริ่มซีซั่นใหม่ด้วยคว้าแชมป์อูเรน คัพ ซึ่งเป็นการพบกันของแชมป์ลีกและแชมป์บอลถ้วยนั่นเอง ผลงานส่วนตัวของ ซาลาห์ ในฤดูใหม่นี้ค่อนข้างดีเหตุเพราะเจ้าตัวยิงประตูใส่ทีมในลีกได้แล้วยังผลิตสกอร์ในถ้วยยุโรปได้อย่างต่อเนื่องแต่ดันมีปัญหาในการไปเยือน มัคคาบี้ เทล อาวีฟ ทีมจากอิสราเอลที่ ซาลาห์ ดันไม่ได้จับมือกับผู้เล่นเจ้าบ้านเหตุเพราะช่วงนั้นมีปัญหาเรื่องเชื้อชาติมาเกี่ยวข้องด้วยจน ซาลาห์ ถูกจับตามองเป็นพิเศษก่อนที่ต้นสังกัดอย่าง บาเซิ่ล ต้องเรียกตัวมาปรับวามรู้ความเข้าใจแต่ตอนท้ายปัญหาเรื่องนี้ก็จบลงด้วยดี

          ซึ่งผลงานเด่นๆสำหรับ ซาลาห์ ดันเป็นในถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่โชว์ฟอร์มเข้าตายักษ์ใหญ่ของยุโรปและเปลี่ยนเป็นเชลซี ยอดทีมจากศึกพรีเมียร์ ลีก ที่จ้องจะฉกดาวเตะอียิปต์ไปร่วมทีม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ mohamed salah chelsea 2013/2014
เชลซี (2013/14)
 
26 มกราคม 2014 "สิงห์บลูส์" เชลซี ได้ทำการประกาศอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาปิดดีล ซาลาห์ เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยค่าตัวประมาณ 11 ล้านปอนด์ (ประมาณ 478 ล้านบาท) และถือว่า ซาลาห์ เป็นนักเตะอียิป์คนแรกที่ย้ายมาร่วมทีมเชลซี โดยลงเปิดฉากนัดแรกในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2014 ในเกมที่เอาชนะนิวคาสเซิ่ลไปแบบขาดลอย 3-0 ก่อนที่เจ้าตัวจะปลดล็อคยิงประตูแรกได้ด้วยการลงมาเป็นสำรองแทนที่ของออสการ์ ในศึก "ลอนดอน ดาร์บี้แมตช์" ที่เอาชนะอาร์เซน่อล ไปแบบขาดลอย 6-0 ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดฉากในศึกพรีเมียร์ ลีก ได้ไม่เลวเลยทีเดียว

ฤดู (2014/15)

          ก่อนเริ่มซีซั่น ซาลาห์ มีปัญหาส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องทางการทหารจนเจ้าตัวต้องกลับบ้านเกิด จนส่งผลให้ดาวเตะรายนี้โอกาสลงสนามน้อยมากๆบวกกับการมาของ เอแด็น อาซาร์ ปีกตัวตัวจี๊ดยิ่งทำให้หนทางการลงสนามของ ซาลาห์ น้อยลงไปอีกจนสุดท้ายเจ้าตัวทนสำรองต่อไม่ไหวต้องเก็บของย้ายไปย้ายไปอยู่ ฟิออเรนติน่า ทีมจากศึกเซเรีย อา ด้วยสัญญายืมตัวนั่นเอง ซึ่งหลังจากย้ายไปอยู่ในประเทศอิตาลีเจ้าตัวก็ได้โอกาสลงสนามมากขึ้นและเจ้าตัวขอเลือกหมายเลข 74 เพื่อให้เป็นการรำลึกถึงผู้ตายในเหตุการณ์ดังที่กล่าวถึงมาแล้ว

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ mohamed salah fiorentina

          14 กุมภาพันธ์ ลงประนัดแรกให้กับฟิออเรนติน่าและระเบิดฟอร์มซัดประตูแรกได้ทันทีและจัดการผลิตอีกหนึ่งแอสชิสต์ช่วยพาทีมคว้าชัยเหนือ ซัสซัวโล่ ไปแบบสบายๆ 3-1 หลังจากจากนั้น 12 วันก็ได้ลงเปิดฉากในศึกยูโรป้า ลีก ทันทีและช่วยทีมล้ม สเปอร์ส ทีมจากอังกฤษไปได้ด้วยสกอร์รวม 3-1 และยังเป็นคีย์แมนพาทีมเข้าวินเหนือทั้งอินเตอร์และยูเวนตุส อีกด้วย แต่หลังจากจบฤดู "ม่วงมหากาฬ" พยายามจะเซ็นสัญญาแบบถาวรแต่เจ้าตัวเลือกปฎิเสธและตัดสินใจย้ายซบ โรม่า คู่แข่งร่วมลีกซะอย่างงั้น

โรม่า (2015/16)

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
          ย้ายซบ "หมาป่าเหลือง-แดง" โรม่า ด้วยเม็ดเงินสูงถึง 15 ล้านปอนด์เพียงแค่นั้น(652 ล้านบาท) และผลงานชิ้นแรกของเจ้าตัวก็คือการพาต้นสังกัดรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ด้วยการไล่ตามเจ๊า ซัสซัวโล่ แบบสุดมัน 2-2 หลังจากนั่นก็ซัดประตูใส่ทีมอื่นๆเรื่อยมา ก่อนที่วันที่ 25 ตุลาคม 2015 เจ้าตัวควรต้องไปกลับไปเผชิญหน้าอดีตต้นสังกัดเก่าอย่าง ฟิออเรนติน่า และทำแสบทีมเก่าทันทีด้วยการซัดประตูเบิกร่องและเป็นประตูชัยให้กับทีมก่อนที่ท้ายเกมจะถูกไล่ออกจากสนามไป

ผลงานส่วนตัวของ ซาลาห์ ในการสีเสื้อโรม่า นั้นเหมือนกับเป็นคนล่ะคนจากสองทีมที่เคยค้าแข้งอยู่ โดยเจ้าตัวจัดการซัดไปทั้งหมด 15 ตุงและอีก 6 แอสซิสต์พร้อมกับเป็นรับตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมของสโมสรไปครองแบบไม่มีใครค้าน

หงส์แดง (2016/17)

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

          จากผลงานอันสุดสะเด่าขึ้นหิ้งอย่างงี้ทำให้เจ้ามีข่าวการย้ายทีมอย่างหนาหูและหนึ่งในนั่นก็คือ "หงส์แดง" หงส์แดง ทีมจากแดนผู้ดีที่จ้องฉกไปร่วมทีมด้วยและ "หงส์แดง" ก็สำเร็จด้วยการยื่นข้อเสนอให้กับ โรม่า สูงถึง 42 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1827 ล้านบาท) และเป็นการทุบสถิติสูงสุดของสโมสรด้วย ซาลาห์ โดยเจ้าได้ย้ายมาเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาและเปลี่ยนเป็นนัดเตะอียิปต์คนแรกของหงส์แดง ด้วย ซึ่งหลังจากเจ้าตัวย้ายกลับมาค้าแข้งที่อังกฤษอีกทีก็โชว์ฟอร์มได้สมราคาสถิติของสโมสรเสียจริงๆด้วยการนำเป็นดาวซัลโวเดี่ยวๆของศึกพรีเมียร์ลีกและปฎิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้ ซาลาห์ คือผู้แบกความหวังของสาวก "เดอะ ค็อป" อย่างแท้จริง

ทีมชาติอียิปต์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ mohamed salah egypt world cup

          ซาลาห์ เริ่มลงเล่นในชุดยู-20 และ ยู-23 พาทีมไปลงเตะศึกบอลโลกชุดเล็กก่อนที่ฟอร์มการเล่นจะเข้าตาสุดๆจนถูกดันขึ้นมาเล่นชุดใหญ่และเบิกสกอร์แรกได้เป็นสำเร็จในเกมเอาชนะ เซียร่า ลีโอน ก่อนจะบวกสกอร์มาเรื่อยๆทั้งการซัดแฮทริคพาทีมเข้ารอบในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ พร้อมกับพ่วงได้รับทีมยอดเยี่ยมของทัวร์นาเม้น ก่อนที่ในศึกบอลโลกก็รับหน้าที่เป็นจอมทัพเหมือนเดิมและเป็นคนซัดประตูชัยส่งทีมบ้านเกิดไปเล่นบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียกลางปีหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ufa1688

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ดีเอโก้ ริบาส ดา คุนย่า

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อ    :    ดีเอโก้ ริบาส ดา คุนย่า
วันเกิด    :    28 กุมภาพันธ์ 1985
เกิดที่    :    ริเบเรา เปรโต, เซา เปาโล
ตำแหน่ง    :    กองกลางตัวรุก
ส่วนสูง    :    174 ซม.

หนึ่งในมิดฟิลด์ที่ถือว่าเนื้อหอมที่สุดในชั่วโมงนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น ดีเอโก้ เพลย์เมกเกอร์ชาวบราซิเลี่ยน ที่โชว์ฟอร์มได้เยี่ยมจนพาแวร์เดอร์ เบรเมน รั้งรองจ่าฝูงบุนเดสลีก้า

มีไม่บ่อยนักที่นักเตะซึ่งค้าแข้งอยู่ในบุนเดสลีก้าจะเป็นที่หมายปองของหลายทีมยักษ์ใหญ่ในคราวเดียวกัน แต่ ดีเอโก้ สามารถทำให้ทั้งเรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า และ ยูเวนตุส ซึ่งถือเป็นสโมสรชั้นนำของยุโรปต้องแก่งแย่งกันอย่างเต็มที่เพื่อจะดึงตัวเขามาร่วมทีม

ด้วยเซนส์บอลที่ยอดเยี่ยม บวกกับทักษะในเชิงลูกหนังที่แพรวพราวตามสไตล์แข้งแซมบ้า ทำให้ ดีเอโก้ เป็นขวัญใจแฟนบอลได้อย่างไม่ยากเย็น นอกจากนั้น การยิงฟรีคิกของเขายังหวังผลได้เสมอ

แม้จะมีอายุเพียง 22 ปี แต่มิดฟิลด์คนเก่ง ก็กลายเป็นกำลังสำคัญให้กับ เบรเมน ได้แบบเต็มตัว และไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุผลที่ทำให้ "เจ้านกนางนวล" บินสูงได้อย่างทุกวันนี้ ก็มาจากฝีเท้าของ ดีเอโก้ เป็นหลักด้วย

เส้นทางการค้าแข้งของ ดีเอโก้ เริ่มขึ้นจากการเซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนของทีมซานโต๊ส ทีมดังของลีกเมืองกาแฟ ด้วยวัยเพียง 12 ปี ก่อนที่จะเลื่อนชั้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ขณะที่อายุ 16 ปี ในศึกริโอ-เซา เปาโล แชมเปี้ยนชิพ เมื่อปี 2002 และในปีเดียวกัน เขาก็คว้าแชมป์ภายในประเทศอย่าง คัมปิโอนาโต้ บราซิเลโร่ มาครอง

จากฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นเกินวัย ทำให้ ดีเอโก้ ถูกเรียกตัวมาติดทีมชาติบราซิลเป็นครั้งแรกในศึกโคปา อเมริกา 2004 และเขาก็มีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เมื่อยิงจุดโทษไม่พลาดในเกมที่พบกับ อาร์เจนตินา ในรอบชิงชนะเลิศ

ดีเอโก้ และ โรบินโญ่ ซึ่งตอนนี้อยู่กับเรอัล มาดริด ถือเป็นคู่หูดูโอที่โด่งดังของ ซานโต๊ส โดย ดีเอโก้ เกือบจะได้ย้ายไปค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกกับท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ แล้ว แต่การเซ็นสัญญากลับเป็นหมันในนาทีสุดท้ายเมื่อประธานสโมสรซานโต๊ส เปลี่ยนใจไม่ยอมปล่อยสตาร์รายนี้ออกจากทีมในปี 2003

อย่างไรก็ตาม ในปีต่อมา ปอร์โต้ ยักษ์ใหญ่ของโปรตุเกส ก็คว้าตัว ดีเอโก้ ไปร่วมทีมได้สำเร็จ แต่การที่เขาไม่ได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอก็ทำให้ถูกหั่นจากทีมชาติบราซิลชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2006

แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างมากนักกับปอร์โต้ แต่ แวร์เดอร์ เบรเมน ก็ยังเห็นถึงศักยภาพอันยอดเยี่ยมที่มีอยู่ในตัวของดาวเตะชาวแซมบ้า ก่อนจะเซ็นสัญญาคว้าตัวมาร่วมทีมในเดือนพ.ค. 2006 และสัญญาจะหมดลงในปี 2010

แมตช์แรกของ ดีเอโก้ กับ เบรเมน คือเกมรอบชิงชนะเลิศเดเอฟเบ ลีก้า โพคาล ซึ่ง "เจ้านกนางนวล" พลิกล็อกเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ไปได้ในวันที่ 5 สิงหาคม 2006

เพียงแค่ฤดูกาลแรกในการลงเล่นในเยอรมัน ดีเอโก้ ก็สามารถปรับตัวให้กับเกมบุนเดสลีก้าได้อย่างรวดเร็ว และคว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคมไปครอง หลังจากประเดิมเกมลีกนัดแรกด้วยการทำประตูให้ เบรเมน เอาชนะ ฮันโนเวอร์ ตามด้วยการเฉือนไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ดีเอโก้ ก็ประสานงานกับ ทอร์สเท่น ฟริงส์ ได้อย่างเข้าขา และได้รับการยกย่องว่าเป็นคู่มิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในลีกสูงสุดของเมืองเบียร์ ฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นกับ "เจ้านกนางนวล" ทำให้จอมทัพชาวบราซิเลี่ยน ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมอีกครั้งในเดือนตุลาคม และ ธันวาคม ก่อนที่จะได้รับการยกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำครึ่งฤดูกาลแรกของบุนเดสลีก้า

เบรเมน จบด้วยอันดับ 3 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลุ่ม เอ และต้องหล่นมาเล่นในศึกยูฟ่า คัพ แทน ซึ่งพวกเขาก็สามารถผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ หลังจากพิชิตเอแซด อัล์คมาร์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ดีเอโก้ คือกุญแจสำคัญที่พาทีมมาไกลถึงขนาดนั้น

วันที่ 20 เมษายน 2007 ดีเอโก้ สร้างความตื่นตะลึงด้วยการยิงไกลจากระยะ 62.5 เมตร ให้ เบรเมน ถล่ม อเลมันเนีย อาเค่น 3-1 และขึ้นเป็นจ่าฝูง แต่สุดท้ายก็มาตกม้าตายปล่อยแชมป์หลุดมือให้กับ สตุ๊ตการ์ท อย่างน่าเสียดาย

แม้จะไม่สามารถคว้าถาดแชมป์มาครองได้ แต่ ดีเอโก้ ก็ได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2006/07 จากการประกาศของ คิกเกอร์ แม็กกาซีนฟุตบอลชื่อดังของเยอรมัน โดยเขาได้รับคะแนนมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

จากฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นดังกล่าวทำให้ บราซิล เรียกนักเตะร่างเล็กกลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าตัวจะคว้าเหรียญแชมป์โคปา อเมริกา สมัยที่ 2 มาคล้องคอได้สำเร็จ ในเดือนกรกฏาคม 2007

ฤดูกาลนี้ ดีเอโก้ ก็ยังคงทำผลงานได้ดีเช่นเคย และนั่นก็เป็นเหตุผลให้ทั้ง บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด และ ยูเวนตุส 3 ทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรป ประกาศความสนใจในตัวเพลย์เมกเกอร์รายนี้อย่างชัดเจน แม้ว่าเจ้าตัวจะเพิ่งต่อสัญญากับทีมไปอีก 1 ปี

 ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงไม่มีแฟนบอลคนไหนของ เบรเมน ที่ต้องการให้ ดีเอโก้ อำลาทีม แต่ดูแล้วโอกาสที่จะเสียจอมทัพชาวบราซิเลี่ยนไปก็มีไม่น้อย เพราะนักเตะอาชีพทุกคนย่อมหวังที่จะก้าวต่อไปอีกขั้นเสมอ ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่หรือกับทีมใดนั้น ก็คงต้องรอดูกันต่อไป