Categories
นักฟุตบอล

10 ที่สุดแข้งแซมบ้าแห่งพรีเมียร์ลีก (ตอน1)

10 ที่สุดแข้งแซมบ้าแห่งพรีเมียร์ลีก (ตอน1)
        เรื่องราวเกี่ยวกับสุดยอดผู้เล่นชาวบราซิล ที่เข้ามาค้าแข้งสร้างชื่อเสียงในเวที Premier League เมืองผู้ดี วันนี้ส่งท้ายกับอันดับ 1-5 โฉมหน้าพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นใครกันบ้าง ไปติดตามรายละเอียดกันเลย  ดูบอลสด
5. แฟร์นานดินโญ่
เรือใบสีฟ้า (2013 – ทุกวันนี้)       แข้งเจ้าของค่าตัวมูลค่า 34 ล้านปอนด์ ย้ายมาจาก ชัคตาร์ โดเนสท์ เมื่อปี 2013 ทำผลงานในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับได้อย่างดีเสมอมา ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ตัวเขาอยู่กับทีมเรือใบสีฟ้ามาแล้ว 4 ปี ซิวแชมป์ Premier League ได้ตั้งแต่ซีซั่นแรก แม้จะอายุ 32 ปีแล้วในขณะนี้ แต่ยังคงเป็นกำลังสำคัญของทีมในยุคนายใหญ่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มีโอกาสสูงที่จะคว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งที่ 2 ในฤดูกาลนี้ เพราะผลงานของสโมสรนั้นร้อนแรงเหลือเกิน   
4. ดาวิด ลุยซ์
เชลซี (2011 – 2014, 2016 – ทุกวันนี้)      แนวรับหัวฟูรายนี้ คือหนึ่งในแข้งChelseaชุดคว้าแชมป์  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2012 ก่อนจะถูกยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ปารีสฯ ซื้อตัวไปร่วมทีมด้วยมูลค่าถึง 50 ล้านปอนด์ แต่ “สิงห์บูลส์” ก็ซื้อตัวมาร่วมทีมอีกครั้งเมื่อปี 2016 ซึ่งเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดช่วยทีมซิวแชมป์ Premier League ในปีแรกของการกุมบังเหียนโดย อันโตนิโอ คอนเต้ สรุปรวมความสำเร็จในยูนิฟอร์มเชลซี ลุยซ์ คว้าแชมป์ Premier League , เอฟเอ คัพ,  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูโรป้า ลีก ได้รายการละ 1 สมัย 
3. ฟิลิปเป้ คูตินโญ่
หงส์แดง (2013 – ทุกวันนี้)    แนวรุกร่างเล็กรายนี้สร้างชื่อในอิตาลีกับ “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน ต่อไปถูก “หงส์แดง” หงส์แดง ซื้อตัวมาร่วมทีมเมื่อปี 2013 ด้วยค่าตัวย่อมเยาเพียง 8.5 ล้านปอนด์ เขาพัฒนาฝีเท้ายกระดับตัวเองอย่าไม่หยุด จนกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมในทุกวันนี้ เป็นผู้เล่นชาวบราซิลที่โดดเด่นเยอะที่สุดใน Premier League เวลานี้ แม้ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาจะมีข่าวย้ายไปร่วมทีม “ต่างดาว” เจ้าบุญทุ่ม แต่ท้ายที่สุดก็ค้าแข้งในรังแอนฟิลด์ต่อ ต้องคอยติดตามอนาคตของนักเตะเนื้อหอมรายนี้ต่อไป
2. จูนินโญ่ เปาลิสต้า
มิดเดิ้ลสโบรช์ (1995-97, 1999-2000, 2002-04)     เพลยเมกเกอร์ระดับตำนานของทีม “สิงห์แดง” มิดเดิ้ลสโบรช์ เป็นผู้นำการเล่นสไตล์ “บราซิล” มาสู่ Premier League อย่างแท้จริง เขาตัดสินใจลาทีมในปี 1997 หลังทีมร่วงตกชั้น แต่ก็คัมแบ็คสู่ทีมอีกครั้งด้วยสัญญายืมตัวจากทีม “ตราหมี” แอตเลติโก้ มาดริด มีส่วนช่วยทีมซิวแชมป์ลีกคัพปี 2004 ซึ่งเป็นการคืนสู่ทีมเป็นคำรบที่สาม เขาคือตำนานแห่ง “เดอะ โบโร่” ที่ยังอยู่ในความทรงจำของกองเชียร์เสมอมา 
1. จิลแบร์โต้ ซิลวา
ไอ้ปืนใหญ่ (2002 – 2008)    มิดฟิลด์ตัวรับชาวบราซิลรายนี้ คือหนึ่งในตำนานมิดฟิลด์พันธุ์แกร่งของทีม “ปืนใหญ่” ไอ้ปืนใหญ่ ย้ายมาจาก แอตเลติโก้ มิเนโร่ สโมสรในบ้านเกิดเมื่อปี 2002 ใช้เวลาปรับตัวไม่นานกับฟุตบอล England  สถาปนาตัวเองเป็นกำลังหลักในแดนกลางได้อย่างสุดยอด ประสานงานกับคู่หูฮาร์ดคอร์ ปาทริค วิเอร่า ได้อย่างลงตัว ช่วยทีมสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ Premier League แบบไร้พ่าย Season  2003-04 นอกจากนี้ยังคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้อีก 2 สมัย (2003, 2005) และเป็นรองแชมป์  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2005-06 อีกด้วย ความสำเร็จทั้งหมด คือเครื่องพิสูจน์ความเป็นสุดยอดแข้งบราซิเลี่ยนแห่งเวที Premier League อย่างแท้จริง  ดูบอล Online 
    1988 – เอซี มิลาน เจ้าของรางวัลคือ มารโก แวน บาสเท่น อันดับ 2 และ 3 คือเพื่อนร่วมทีมและเพื่อนร่วมชาติ ได้แก่ รุด กุลลิท และ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ตามลำดับ 
   1989 – เอซี มิลาน มาร์โก แวน บาสเท่น ซิวรางวัลนี้ 2 สมัยซ้อน โดยมีเพื่อนร่วมทีมเข้าป้ายตามมาเป็นอันดับ 2 และ 3 ได้แก่ ฟรังโก้ บาเรซี่ และ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ตามลำดับ
   2010 – บาร์ซ่า เจ้าของรางวัลคือ ลิโอเนล เมสซี่ อันดับ 2 และ 3 คือเพื่อนร่วมสังกัดได้แก่ อันเดรส อิเนสต้า และ ชาบี้ เอร์นานเดซ ตามลำดับ
1. ขยันทุ่มเทเกินร้อย       อเล็กซิส ทำหน้าที่ได้ดีทั้งเกมรุกและเกมรับ ขยันทุ่มเททุกจังหวะของเกม เมื่อบอลอยู่ในการครอบครองของเขา สามารถสร้างความได้เปรียบให้ทีมได้เสมอ เมื่อไม่มีบอล จะไล่เพรสซิ่งตั้งแต่แดนบนลงมายันแนวรับ ความมุ่งมั่นเกินร้อยคือภาพที่เราเห็นจนชินตา สังเกตได้จากช่วงเวลาทีมดเสียเปรียบ หรือกำลังจะแพ้ หรือเป็นจังหวะการเล่นที่ไม่ได้ดั่งใจ ตัวเขาจะมีอาการหงุดหงิดและไม่พอใจแบบโอเวอร์แอคติ้ง ลักษณะใกล้เคียงกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถือได้ว่า แพชชั่นหรือว่าอินเนอร์ในเกมจะสูงมากๆ ซึ่งส่งผลดีต่อการกระตุ้นสปิริตนักสู้ของเพื่อนร่วมทีมให้ฮึกเหิมขึ้นมาได้
2. เล่นเกมรุกได้ทุกตำแหน่ง    ตั้งแต่เริ่มสร้างวชื่อกับ อูดิเนเซ่ ต่อมาที่ เจ้าบุญทุ่ม และทุกวันนี้กับ ไอ้ปืนใหญ่ อเล็กซิส เล่นได้สารพัดตำแหน่งในแนวรุก ปีกซ้าย ปีกขวา เพลย์เมกเกอร์ตรงกลาง ศูนย์หน้าตัวเป้าแบบอยู่ค้ำคนเดียว หรือจะเป็นหน้าต่ำคอยเชื่อมเกมก็ทำได้ดี แอสซิสต์เยี่ยม อ่านเกมขาด กระหน่ำทำประตูได้เฉียบขาด เปิดบอลจากริมเส้นได้แม่นยำ ถือว่าทำได้ดีทุกพื้นที่ของเกมรุกเลยทีเดียว   
3. ช่วยเกมรับได้ดีกว่าตัวรุกรายอื่น   อเล็กซิส ต่างจากตัวรุกรายอื่นในเรื่องเกมรับ  โดยเฉพาะความบู๊ ขยันดุดัน ทุ่มเท ตัวเขาจะลงมาล้วงต่ำในแนวรับของทีมตัวเอง และพาบอลสวนกลับทำเกมรุกใส่คู่แข่ง นับเป็นการใช้แรงเยอะกว่าปกติ ซึ่ง “ชายเล็ก” ทำให้เห็นเสมอ และมักทำได้ดี เป็นการแบ่งเบาภาระในเกมรับจากผู้เล่นเกมรุกได้อย่างสุดยอด  
4. แข้งตัวรุกที่ครบเครื่อง
     ตั้งแต่ย้ายมาค้าแข่งใน Premier League เมื่อปี 2014 เรื่อยมาจนทุกวันนี้ “ชายเล็ก” คือหัวใจสำคัญในเกมรุกของ “ปืนใหญ่” ไอ้ปืนใหญ่ อย่างแท้จริง ผลงานแอสซิสต์ และยิงประตูให้ทีมติดอันดับท็อปของลีกแทบทุกฤดูกาล ความเด็ดขาดในการจบสกอร์ทำได้ทุกรูปแบบ ทั้งฟรีคิก จุดโทษ หรือจะเป็นลูกโหม่งก็ทำได้ดี แม้รูปร่างจะเล็กก็ตาม เรื่องเทคนิควิธีส่วนตัวที่แพรวพราวก็ทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งหมดคือความสมบูรณ์ของผู้เล่นตัวรุก โดยสรีระไม่ใช่อุปสรรคเลยแม้แต่น้อย 
5. เปลี่ยนเกมได้เสมอเมื่อทีมลำบาก    แข้งทีมชาติชิลีรายนี้มักเป็นทีเด็ดเปลี่ยนเกมให้ทีมได้บ่อยครั้ง ทั้งในฐานะตัวจริงและตัวสำรอง การมี อเล็กซิส อยู่ในสนามนั้น สามารถเป็นตัวชี้ขาดเกมได้เลย โดยเฉพาะในยามที่ทีมเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่กดดันและยากลำบาก นักเตะร่างเล็กรายนี้จะช่วยแก้วิกฤตให้ทีมได้แทบตลอด โดยเฉพาะเกมรุกที่อาจเจาะเกมรับคู่แข่งไม่เข้า “ชายเล็ก” มักจะสร้างความไม่เหมือนกันให้ทีมได้เสมอ นำไปสู่ปลายทางคือผลการแข่งขันที่ดี เข้าทำนอง “คิดอะไรไม่ออก บอกอเล็กซิส” คุณสมบัติตัวเปลี่ยนเกมนี้คืออีกจุดขายสำคัญของนักเตะรายนี้ที่หลายสโมสรต้องการ  ดูบอล Online 

ufa1688  

Categories
นักฟุตบอล

ประวัติ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ชื่อเต็ม : โมฮาเหม็ด ซาลาห์
วันเกิด: 15 มิถุนายน ค.ศ. 1992 (25 ปี)
เกิดที่ : บาสยูน, ประเทศอียิปต์
สัญชาติ : อียิปต์
ส่วนสูง : 175 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า

ประวัติส่วนตัว

     ซาลาห์ เริ่มเล่นบอลนัดแรกให้กับชุดเยาวชนของ เอล โมคารูน ทีมในลีกของอียิปต์ก่อนที่เจ้าตัวจะแสดงศักยภาพออกมาเรื่อยๆจนไปเตะตาแมวมองของทีม บาเซิ่ล ยอดทีมในศึกสวิตเซอร์แลนด์หลังจากนั้นเจ้าตัวก็โชว์ได้สะเด่าซะเหลือเกินจนย้ายไปอยู่หลายลีกหลายทีมด้วยกันและตอนนี้ ซาลาห์ ได้แปลงเป็นแข้งคนสำคัญของสาวก "เดอะ ค็อป" หงส์แดง สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เอล โมคารูน (2006/2012)

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

     หลังจาก ซาลาห์ บ่มเพาะความสามารถกับทีมชุดเยาวชนของเอล โมคารูน อยู่ถึง 4 ปีในที่สุดโอกาสในการโลดแล่นบนลีกสูงสุดก็มาถึงเมื่อเขาได้ลงเปิดฉากสนามในวันนี้ 3 มิถุนายน 2010 โดยลงมาเป็นสำรองในเกมที่เจ๊ากับ เอล มันซูร่า 1-1 ซึ่งจากการลงสนามในเกมวันนั้นเจ้าตัวก็ได้รับโอกาสในการลงสนามเพิ่มมากขึ้นจนในที่สุดเจ้าตัวก็ปลดล็อคซัดประตูแรกในเกมลีกได้สำเร็จ

          ในฤดู 2011-2012 หลังจากได้รับความไว้วางใจให้ลงสนามเป็นตัวจริงและกำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างสะเด่าแต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อมีการก่อเหตุสมุทราะวิวาทครั้งใหญ่จนเป็นผลให้มีผู้ตายถึง 74 รายและบาดเจ็บระนาวถึง 500 จึงส่งผลให้สมาคมบอลอียิปต์ตัดสินใจยกเลิกการแข่งขันทีงหมดในซีซั่นนั่นเอง

บาเซิ่ล (2012/13)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ mohamed salah basel

          หลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมดังที่กล่าวถึงมาแล้วสิ้นสุดลงก็ได้มีทีมจากศึกสวิต ซูเปอร์ลีก อย่าง บาเซิ่ล ได้เดินทางมาเตะอุ่นเครื่องกับทีมชาติอียิปต์ ชุดยู-23 ซึ่งประจวบเหมาะกับ ซาลาห์ มีชื่ออยู่ในชุดนี้ด้วยโดยเจ้าตัวได้โอกาสลงเล่นในช่วงช่วงหลังและโชว์ฟอร์มเทพเหมาคนเดียวไปถึงสองเม็ดซึ่งเกมนั้นจบลงที่ อียิปต์ ชุดยู-23 เอาชนะไปได้แบบสุดมัน 4-3 และหลังจากจบเกมดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วทางสบอร์ดบริหารของบาเซิ่ล ไม่รอช้ารีบคว้าตัวเพชรเม็ดงามรายนี้ไปสู่ทีมทันทีและประกาศคว้าตัวในวันที่ 10 เมษยน 2012 ด้วยการเซ็นสัญญาระยะยาวถึง 4 ปีด้วยกัน

          23 มิถุนายน 2012 เบิกสกอร์แรกให้กับตัวเองในช่วงทัวร์ปรีซีซั่นด้วยการยิงประตูใส่สเตอัว บูคาเรสต์ นั่นเอง ซึ่งเกมอย่างเป็นทางการสำหรับปีกตัวจี๊ดสัญชาติอียิปต์ก็คือการลงเปิดฉากในถ้วยหูใหญ่อย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก รอบคัดเลือกในการพบกับโมลด์ ตัวแทนจากลีกนอร์เวย์ซึ่งลงมาในฐานะผู้เล่นสำรอง หลังจากนั่นเจ้าตัวก็ได้รับโอกาสลงสนามมากขึ้นเหมือนตอนที่เล่นอยู่ในประเทศบ้านเกิด ด้วยเกรดทีมที่ยังต่อกรใครไม่ได้จึงส่งผลให้พวกเขาตกรอบในบอลยุโรปด้วยการพ่ายต่อเชลซี ไปด้วยสกอร์รวม 2-5 ส่วนผลงานในลีกยังคงเป็นที่หนึ่งในดวงใจเสมอเพราะว่าพวกเขาคว้าตำแหน่งแชมป์ลีกมาครองได้นั่นเอง

ฤดู 2013/14

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
          ซาลาห์ เริ่มซีซั่นใหม่ด้วยคว้าแชมป์อูเรน คัพ ซึ่งเป็นการพบกันของแชมป์ลีกและแชมป์บอลถ้วยนั่นเอง ผลงานส่วนตัวของ ซาลาห์ ในฤดูใหม่นี้ค่อนข้างดีเหตุเพราะเจ้าตัวยิงประตูใส่ทีมในลีกได้แล้วยังผลิตสกอร์ในถ้วยยุโรปได้อย่างต่อเนื่องแต่ดันมีปัญหาในการไปเยือน มัคคาบี้ เทล อาวีฟ ทีมจากอิสราเอลที่ ซาลาห์ ดันไม่ได้จับมือกับผู้เล่นเจ้าบ้านเหตุเพราะช่วงนั้นมีปัญหาเรื่องเชื้อชาติมาเกี่ยวข้องด้วยจน ซาลาห์ ถูกจับตามองเป็นพิเศษก่อนที่ต้นสังกัดอย่าง บาเซิ่ล ต้องเรียกตัวมาปรับวามรู้ความเข้าใจแต่ตอนท้ายปัญหาเรื่องนี้ก็จบลงด้วยดี

          ซึ่งผลงานเด่นๆสำหรับ ซาลาห์ ดันเป็นในถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่โชว์ฟอร์มเข้าตายักษ์ใหญ่ของยุโรปและเปลี่ยนเป็นเชลซี ยอดทีมจากศึกพรีเมียร์ ลีก ที่จ้องจะฉกดาวเตะอียิปต์ไปร่วมทีม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ mohamed salah chelsea 2013/2014
เชลซี (2013/14)
 
26 มกราคม 2014 "สิงห์บลูส์" เชลซี ได้ทำการประกาศอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาปิดดีล ซาลาห์ เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยค่าตัวประมาณ 11 ล้านปอนด์ (ประมาณ 478 ล้านบาท) และถือว่า ซาลาห์ เป็นนักเตะอียิป์คนแรกที่ย้ายมาร่วมทีมเชลซี โดยลงเปิดฉากนัดแรกในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2014 ในเกมที่เอาชนะนิวคาสเซิ่ลไปแบบขาดลอย 3-0 ก่อนที่เจ้าตัวจะปลดล็อคยิงประตูแรกได้ด้วยการลงมาเป็นสำรองแทนที่ของออสการ์ ในศึก "ลอนดอน ดาร์บี้แมตช์" ที่เอาชนะอาร์เซน่อล ไปแบบขาดลอย 6-0 ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดฉากในศึกพรีเมียร์ ลีก ได้ไม่เลวเลยทีเดียว

ฤดู (2014/15)

          ก่อนเริ่มซีซั่น ซาลาห์ มีปัญหาส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องทางการทหารจนเจ้าตัวต้องกลับบ้านเกิด จนส่งผลให้ดาวเตะรายนี้โอกาสลงสนามน้อยมากๆบวกกับการมาของ เอแด็น อาซาร์ ปีกตัวตัวจี๊ดยิ่งทำให้หนทางการลงสนามของ ซาลาห์ น้อยลงไปอีกจนสุดท้ายเจ้าตัวทนสำรองต่อไม่ไหวต้องเก็บของย้ายไปย้ายไปอยู่ ฟิออเรนติน่า ทีมจากศึกเซเรีย อา ด้วยสัญญายืมตัวนั่นเอง ซึ่งหลังจากย้ายไปอยู่ในประเทศอิตาลีเจ้าตัวก็ได้โอกาสลงสนามมากขึ้นและเจ้าตัวขอเลือกหมายเลข 74 เพื่อให้เป็นการรำลึกถึงผู้ตายในเหตุการณ์ดังที่กล่าวถึงมาแล้ว

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ mohamed salah fiorentina

          14 กุมภาพันธ์ ลงประนัดแรกให้กับฟิออเรนติน่าและระเบิดฟอร์มซัดประตูแรกได้ทันทีและจัดการผลิตอีกหนึ่งแอสชิสต์ช่วยพาทีมคว้าชัยเหนือ ซัสซัวโล่ ไปแบบสบายๆ 3-1 หลังจากจากนั้น 12 วันก็ได้ลงเปิดฉากในศึกยูโรป้า ลีก ทันทีและช่วยทีมล้ม สเปอร์ส ทีมจากอังกฤษไปได้ด้วยสกอร์รวม 3-1 และยังเป็นคีย์แมนพาทีมเข้าวินเหนือทั้งอินเตอร์และยูเวนตุส อีกด้วย แต่หลังจากจบฤดู "ม่วงมหากาฬ" พยายามจะเซ็นสัญญาแบบถาวรแต่เจ้าตัวเลือกปฎิเสธและตัดสินใจย้ายซบ โรม่า คู่แข่งร่วมลีกซะอย่างงั้น

โรม่า (2015/16)

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
          ย้ายซบ "หมาป่าเหลือง-แดง" โรม่า ด้วยเม็ดเงินสูงถึง 15 ล้านปอนด์เพียงแค่นั้น(652 ล้านบาท) และผลงานชิ้นแรกของเจ้าตัวก็คือการพาต้นสังกัดรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ด้วยการไล่ตามเจ๊า ซัสซัวโล่ แบบสุดมัน 2-2 หลังจากนั่นก็ซัดประตูใส่ทีมอื่นๆเรื่อยมา ก่อนที่วันที่ 25 ตุลาคม 2015 เจ้าตัวควรต้องไปกลับไปเผชิญหน้าอดีตต้นสังกัดเก่าอย่าง ฟิออเรนติน่า และทำแสบทีมเก่าทันทีด้วยการซัดประตูเบิกร่องและเป็นประตูชัยให้กับทีมก่อนที่ท้ายเกมจะถูกไล่ออกจากสนามไป

ผลงานส่วนตัวของ ซาลาห์ ในการสีเสื้อโรม่า นั้นเหมือนกับเป็นคนล่ะคนจากสองทีมที่เคยค้าแข้งอยู่ โดยเจ้าตัวจัดการซัดไปทั้งหมด 15 ตุงและอีก 6 แอสซิสต์พร้อมกับเป็นรับตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมของสโมสรไปครองแบบไม่มีใครค้าน

หงส์แดง (2016/17)

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

          จากผลงานอันสุดสะเด่าขึ้นหิ้งอย่างงี้ทำให้เจ้ามีข่าวการย้ายทีมอย่างหนาหูและหนึ่งในนั่นก็คือ "หงส์แดง" หงส์แดง ทีมจากแดนผู้ดีที่จ้องฉกไปร่วมทีมด้วยและ "หงส์แดง" ก็สำเร็จด้วยการยื่นข้อเสนอให้กับ โรม่า สูงถึง 42 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1827 ล้านบาท) และเป็นการทุบสถิติสูงสุดของสโมสรด้วย ซาลาห์ โดยเจ้าได้ย้ายมาเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาและเปลี่ยนเป็นนัดเตะอียิปต์คนแรกของหงส์แดง ด้วย ซึ่งหลังจากเจ้าตัวย้ายกลับมาค้าแข้งที่อังกฤษอีกทีก็โชว์ฟอร์มได้สมราคาสถิติของสโมสรเสียจริงๆด้วยการนำเป็นดาวซัลโวเดี่ยวๆของศึกพรีเมียร์ลีกและปฎิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้ ซาลาห์ คือผู้แบกความหวังของสาวก "เดอะ ค็อป" อย่างแท้จริง

ทีมชาติอียิปต์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ mohamed salah egypt world cup

          ซาลาห์ เริ่มลงเล่นในชุดยู-20 และ ยู-23 พาทีมไปลงเตะศึกบอลโลกชุดเล็กก่อนที่ฟอร์มการเล่นจะเข้าตาสุดๆจนถูกดันขึ้นมาเล่นชุดใหญ่และเบิกสกอร์แรกได้เป็นสำเร็จในเกมเอาชนะ เซียร่า ลีโอน ก่อนจะบวกสกอร์มาเรื่อยๆทั้งการซัดแฮทริคพาทีมเข้ารอบในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ พร้อมกับพ่วงได้รับทีมยอดเยี่ยมของทัวร์นาเม้น ก่อนที่ในศึกบอลโลกก็รับหน้าที่เป็นจอมทัพเหมือนเดิมและเป็นคนซัดประตูชัยส่งทีมบ้านเกิดไปเล่นบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียกลางปีหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ufa1688

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ปีเตอร์ รีด กับอาชีพผู้จัดการทีม

ufa1688  ปีเตอร์ รีด เริ่มงานผู้จัดการทีมครั้งแรกเมื่อรับตำแหน่งผู้เล่น-ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ซิตีในปี 1990 โดยรับงานต่อจากโฮเวิร์ด เคนดัลล์ ที่ลาออกไป และนำทีมจบอันดับที่5ในลีกโดยอันดับสูงกว่าแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ฤดูกาล 1992-1993 พรีเมียร์ลีกเริ่มต้นเป็นฤดูกาลแรกหลังจากเปลี่ยนชื่อมาจากดิวิชั่น 1 ปีเตอร์ รีด พาแมนเชสเตอร์ซิตีจบฤดูกาลด้วยอันดับ 9ด้วยสไตล์การเล่นบอลโยนยาวอันเป็นเอกลักษณ์ แต่หลังจากนั้นเขาก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อทีมมีผลงานตกต่ำลง

ต่อมาปีเตอร์รีดย้ายมาเล่นให้สโมสรเซาธ์แฮมป์ตันในช่วงสั้นๆภายใต้การคุมทีมของเอียน แบรนฟุตโดยลงเล่นแค่ 7 นัด และย้ายไปเล่นให้กับสโมสรน็อตต์ส เคาน์ตี้และสโมสรบิวรี่ก่อนจะเลิกเล่นฟุตบอลอย่างเป็นทางการ

รีดเริ่มต้นงานผู้จัดการทีมแบบเต็มตัวในฤดูกาล 1995-1996 เมื่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมซันเดอร์แลนด์ในดิวิชั่น1(ปัจจุบันคือ ลีกแชมเปี้ยน ชิพ)ซึ่งเป็นทีมที่ต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นแต่ปีเตอร์ รีดกลับพาทีมได้แชมป์และคว้าสิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นพรีเมียร์ ลีกแบบพลิกความคาดหมายทำให้เขาเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลซันเดอร์แลนด์อย่างมาก แม้จะเลื่อนชั้นขึ้นมาปีเดียวแล้วสโมสรตกชั้นก็ตาม

ฤดูกาลต่อมาในดิวิชั่น1ซันเดอร์แลนด์พลาดโอกาสเลื่อนชั้นกลับไปเล่นพรีเมียร์ ลีกอย่างน่าเสียดายเมื่อแพ้การดวลจุดโทษในรอบเพล์-ออฟแก่ชาร์ลตัน แอธเลติกหลังจากเสมอกันในเวลา 4-4 อย่างไรก็ตามปีเตอร์ รีดพาทีมเลื่อนชั้นกลับไปพรีเมียร์ ลีกสำเร็จเมื่อคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ได้อีกครั้งในฤดูกาล 1998-1999 พร้อมทำสถิติใหม่เมื่อได้แต้มถึง 105 คะแนน

ซันเดอร์แลนด์เริ่มต้นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1999-2000 อย่างน่าตื่นตาตื่นใจเมื่อมีลุ้นทำอันดับไปเล่นฟุตบอลยุโรปแต่เมื่อจบฤดูกาลก็ต้องผิดหวังเมื่อได้อันดับที่ 7 พลาดโอกาสอย่างน่าเสียดาย ฤดูกาลดังกล่าวทีมของปีเตอร์ รีดสร้างสถิติใหม่อีกครั้งโดยเป็นทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาแล้วได้อันดับสูงที่สุดคืออันดับ 7 และเควิน ฟิลลิปส์กองหน้าทีมชาติอังกฤษของสโมสรก็เป็นดาวซัลโวอันดับ1ของพรีเมียร์ลีกและของยุโรปด้วยผลงาน 30 ประตูในพรีเมียร์ลีก

ในฤดูกาล 2000-2001 ทีมมีโอกาสไปเล่นถ้วยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเมื่อทำผลงานดีในช่วงต้นแต่ฟอร์มของทีมยังไม่สม่ำเสมอทำให้จบฤดูกาลด้วยอันดับ7อีกครั้งและหลังจากนั้นลูกทีมของปีเตอร์ รีดก็กลับมีฟอร์มตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย โดยอยู่เหนือโซนตกชั้นแค่1อันดับในฤดูกาล 2001-2002 โดยยิงประตูได้แค่ 28 ประตูจาก 38 นัดน้อยกว่าทุกทีมในลีก และถึงขนาดเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2002-2003 ทำให้ปีเตอร์ รีดแยกทางกับสโมสรที่เขาอยู่มาเกือบ8ปีก่อนสิ้นฤดูกาล และหลังจบฤดูกาลสโมสรก็มีอันต้องตกชั้น โดยมีคะแนนเพียง19คะแนน

หลังออกจากซันเดอร์แลนด์เขารับงานคุมทีมลีดส์ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีกหลังสโมสรปลดเทอรรี่ เวนาเบิ้ลส์ออกจากตำแหน่งในปี 2003 และมีเควิน แบล็คเวลล์เป็นผู้ช่วย โดยขณะนั้นสโมสรตกต่ำอย่างหนักและมีความเสี่ยงต่อการตกชั้นสูง สโมสรมีหนี้สินมากกว่า 80 ล้านปอนด์จากการใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่กลับไม่สามารถคว้าแชมป์ใดๆได้ ปีเตอร์ รีดดูเหมือนจะช่วยกู้สถานการณ์ของทีมไว้ได้ช่วงหนึ่งเมื่อพาทีมบุกชนะชาร์ลตัน แอธเลติกถึงถิ่น 6-1 และชนะอาร์เซนอล 3-2 และพาทีมรอดจากการตกชั้นได้สำเร็จ

หลังจากเอาตัวรอดได้ในฤดูกาล 2002-2003 แฟนบอลเริ่มมีความหวังต่อทีมมากขึ้น แต่สถานะการเงินของสโมสรยังคงย่ำแย่อย่างหนัก และถึงขนาดต้องขายดาราประจำทีมออกไปหลายราย รวมถึงแฮรี่ คีเวลล์มิดฟิลด์ทีมชาติออสเตรเลียหนึ่งในขวัญใจของแฟนบอล ต่อจากนั้นปีเตอร์ ริดส์เดลผู้บริหารของสโมสรก็ลาออกพร้อมทิ้งปัญหาไว้มากมาย สโมสรมีความเป็นไปได้ที่จะตกชั้นเมื่อปีเตอร์ รีดพาทีมออกไปแพ้พอร์ทสมัธที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาถึง 6-1 ทำให้หลังจากนั้นไม่นานเขาถูกปลดจากตำแหน่ง และเอ็ดดี้ เกรย์หนึ่งในทีมงานโค้ชต้องทำหน้าที่ผู้จัดการทีมชั่วคราวจนจบฤดูกาลซึ่งสุดท้ายสโมสรก็ตกชั้นในฤดูกาล 2003-2004

เดือนพฤษภาคม ปี2004 เขารับงานคุมทีมระดับล่างโดยการทำหน้าที่คุมทีมโคเวนทรี ซิตี้ในดิวิชั่น 1 (ลีก แชมเปี้ยนชิพในปัจจุบัน) สโมสรมีเป้าหมายที่จะเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีก แต่ปีเตอร์ รีดมีโอกาสอยู่กับทีมแค่8เดือนเท่านั้น เมื่อโดนปลดในเดือนมกราคม ปี 2005 ก่อนจบฤดูกาล เมื่อพาทีมรั้งอันดับ 20 ของตารางและเกือบตกชั้น ต่อมาในปี 2006 มีกระแสข่าวว่าปีเตอร์ รีด จะได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการฟุตบอลของซันเดอร์แลนด์ภายใต้การบริหารของไนออล ควินน์ ประธานสโมสรคนใหม่ซึ่งเคยเป็นลูกทีมของปีเตอร์ รีดสมัยคุมทีมแมนเชสเตอร์ซิตีและซันเดอร์แลนด์ แต่สุดท้ายรีดก็ไม่ได้รับงานนี้

ในปี2007 ปีเตอร์ รีด ตัดสินใจรับงานคุมทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกเมื่อรับงานคุมทีมชาติไทยโดยเซ็นสัญญา4ปี และได้ค่าจ้างปีละ1ล้านปอนด์ (ประมาณ 63ล้านบาท) วันที่28 ตุลาคม ปี 2008 รีดประเดิมคุมทีมชาติไทยอย่างเป็นทางการนัดแรกคือนัดที่ไทยชนะเกาหลีเหนือ 1-0 ในศึกทีแอนด์ที คัพที่ประเทศเวียดนาม ก่อนที่จะถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ 9 กันยายน ปีถัดมา

ในปี 2009 รีดได้กลับมารับงานในประเทศอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง โดยรับหน้าที่ผู้ช่วยผู้จัดการทีม สโต๊ค ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีก เป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะไปรับงานผู้จัดการทีมเต็มตัวอีกครั้งหนึ่ง กับสโมสร พลิมัธ อาร์ไกล์ ทีมในลีกวัน ซึ่งอยู่ในมณฑลเดวอน ย่านตะวันตกเฉียงใต้ ของประเทศอังกฤษ ในปี 2010

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

การ์โล กูดีชีนี

ufa1688 การ์โล กูดีชีนี (อิตาลี: Carlo Cudicini) อดีตนักฟุตบอลชาวอิตาลี ในตำแหน่งผู้รักษาประตู เคยเล่นในพรีเมียร์ลีกให้กับสโมสรฟุตบอลเชลซีและทอตนัม ฮอตสเปอร์ โดยในช่วงที่เล่นให้กับเชลซีได้รับฉายาว่าเดอะสไปเดอร์แมน ด้วยลีลาการป้องกันประตูที่เหนียวแน่นไว้ใจได้ เป็นผู้รักษาประตูมือ 1 ก่อนการเข้ามาของ ปีเตอร์ เช็ก นายประตูรุ่นน้อง ชาวเช็ก

ประวัติ
อดีตผู้รักษาประตูมือหนึ่งของเชลซี ที่ไม่มีใครมาแย่งตำแหน่งได้เป็นเวลาสองฤดูกาล คาร์โล ถูกเลือกให้เป็นผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมในช่วงนั้น เขามีปฏิกิริยาตอบโต้ที่รวดเร็ว เท้าไวแถมยังถูกยกให้เป็นหนึ่งในผู้รักประตูที่เซฟจุดโทษได้ดีที่สุดที่เคยมีมา

จิอันลูกก้า วิอัลลี่ ดึงตัวเขามาจากเอซี มิลาน ด้วยค่าตัว 160,000 ปอนด์ เขาเริ่มเล่นที่มิลานทีมที่พ่อของเขา ฟาบิโอได้เป็นตำนานของทีมในฐานะผู้รักประตูที่เก่งที่สุดของทีมช่วงศตวรรษที่ 20 จากการโหวตของแฟนบอลรอสโซเนรี่

กูดีชีนี เล่นให้มิลาน ในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก สองนัดแต่ไม่ได้รับโอกาสลงเล่นในเซเรียอา เลยก่อนจะถูกปล่อยยืมตัวและประสบปัญหาบาดเจ็บที่หัวไหล่เป็นเวลาสองปีสร้างปัญหาให้เ ขาทำให้ลงเล่นให้ลาซิโอ เพียงแค่นัดเดียว

ก่อนที่วิอัลลี่จะดึงตัวเขามาเป็นตัวสำรองของเอ๊ด เดอ ฮอย ในปี 1999 ซึ่งตอนนั้นเขาเกือบได้ไปเล่นในลีกที่ต่ำกว่าเซเรีย อา แล้วโดยตอนนั้นมาเชลซี ด้วยสัญญายืมตัวหนึ่งปีก่อนย้ายร่วมทีมถาวร

เมื่อเดอ ฮอย เริ่มโรยราก็ถึงเวลาของกูดีชีนี แม้จะมีคู่แข่งอย่างมาร์ค บอสนิช เขาได้รับการโหวตให้เป็นผู้เล่นแห่งปีในฤดูกาล 2001/02 และแทบจะไม่ได้ลงเล่นเลยเมื่อฤดูกาลก่อนเนื่องจากปัญหาบาดเจ็บ

เชลซีดึงปีเตอร์ เช็ก มาร่วมทีมช่วงปิดฤดูกาล 2004 ทำให้คาร์โล มีคู่แข่งก่อนที่จะกลายเป็นมือสองแต่ก็ได้เล่นในเกมบอลถ้วยในอังกฤษแต่ก็พลาดเกมนัดชิงชนะเลิศบอลคาร์ลิ่ง คัพ ที่ทีมเป็นแชมป์เนื่องจากติดโทษแบน

มีเพียงจอห์น เทร์รี เท่านั้นในทีมชุดนี้ที่อยู่เชลซี นานกว่าเขา ก่อนในปี 2009 ท็อตแน่ม ฮ็อตเสปอร์ จะคว้าเขาไปร่วมทีมแต่ก็ยังเป็นมือสองของเฮลลิญโญ่ โกเมซ ผู้รักษาประตูชาวบราซิล

และย้ายไปลีค อเมริกา LOS ANGELES GALAXY

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ซีลฟาโน โกมฟาลียึส

ufa1688 ซีลฟาโน โดมีนีก โกมฟาลียึส (ดัตช์: Sylvano Dominique Comvalius; เกิดวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1987) เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวดัตช์ เขามีบิดาเป็นชาวซูรินาม

สโมสรอาชีพ
โกมฟาลียึสเคยเล่นให้กับหลายสโมสร แต่ช่วงเวลาที่โดดเด่นคือช่วงที่เขาอยู่กับสโมสร Birkirkara ในมอลตีสพรีเมียร์ลีก ซึ่งเขากลายเป็นดาวซัลโวของสโมสร และพาทีมคว้าแชมป์ลีกของมอลตาได้

วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2010 โกมฟาลียึสเซ็นสัญญาระยะสั้นกับสโมสรสเตอร์ลิงแอลเบียนในสกอตติชเฟิสต์ดิวิชัน ต่อมาเดือนมกราคม ค.ศ. 2011 เขาย้ายไป Al-Salmiya ในคูเวต และในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน เขาย้ายไปร่วมทีมอาเตอเราในคาซัคสถาน

ต่อมาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2012 โกมฟาลียึสย้ายไปสโมสร Fujian Smart Hero ในไชนาลีกวัน[4] ต่อมาเขาย้ายไปเล่นให้กับสามสโมสรในเยอรมนีอย่างไอน์ทรัคท์เทรียร์, ดือนาโมเดรสเดิน และเฮ็สเซินคัสเซิลและได้ย้ายไปเล่นให้กับ Stal Kamianske ในยูเครน

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2017 เขาย้ายไปบาหลียูไนเต็ด ด้วยสัญญา 1 ปี และได้เล่นร่วมกับเพื่อนที่เคยอยู่อายักซ์ด้วยกันอย่างอีร์ฟัน บัคดิม เขาเป็นดาวซัลโวของสโมสรและพาทีมจบรองแชมป์ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2017 เขาย้ายไปร่วมทีมสุพรรณบุรีในไทยลีก แต่กลับทำผลงานได้ไม่ดีนัก

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

เยเรเมน เลนส์

ufa1688 เยเรเมน เลนส์
วันเกิด : 24 พฤศจิกายน 1987
เกิดที่ : อัมสเตอร์ดัม, ฮอลแลนด์
สัญชาติ : ฮอลแลนด์
ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ปีก

ประวัติส่วนตัว

          เยเรเมน เลนส์ (เกิด 24 พฤศจิกายน 1987) นักฟุตบอลชาวดัตช์ที่ค้าแข้งกับหลายสโมสรดังในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น อัล์คม่าร์, พีเอวี, ดินาโม เคียฟ และ ซันเดอร์แลนด์ เขาเป็นนักเตะที่มีความเร็วและความสามารถในการเล่นเกมรุกได้ดี ซึ่งทำให้เขาลงเล่นได้ทุกตำแหน่งในแผงเกมรุก

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

          เลนส์ ลงสนามเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเส้นทางอาชีพในฤดูกาล 2005-2006 ด้วยการลงเล่น 2 นัดให้กับ อัล์คม่าร์ โดยในเดือน มิถุนายน ปี 2007 เขาถูกปล่อยตัวให้สโมสร เอ็นเอซี เบรด้า ยืมตัวไปใช้งานหนึ่งฤดูกาลเต็ม และลงสนามไปทั้งสิ้น 31 เกมในลีกและยิงไปทั้งหมด 9 ประตู

          ภายหลังกลับจากสิ้นสุดสัญญายืมตัว ในเดือน กรกฎาคม 2008 เลนส์ต้องเข้ารับการผ่าตัดบริเวณเท้าซ้าย นั่นหมายความว่าเขาจะหมดสิทธิ์ลงช่วยทีมเกือบทั้งฤดูกาล และยังไม่อยู่ในแผนการทำทีมอีกด้วย โดยเมื่อ หลุยส์ ฟาน กัล ย้ายออกจากสโมสรเพื่อไปรับงานที่ บาเยิร์น มิวนิค ทำให้เขามองเห็นโอกาสที่จะกลับมาลงเล่นให้มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามคาดและกลับมายิงประตูให้กับทีมในช่วงสัญญาที่เหลือ

          เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2010 สโมสร พีเอสวี ได้มอบข้อเสนอสัญญา 4 ปีให้กับ เลนส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสลับตัว เดิร์ค มาร์เซลลิส โดยเขาได้รับเสื้อหมายเลข 9 และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีแรกที่ย้ายมา เขาถูกโยกจากหัวหอกตัวเป้าไปเล่นเป็นปีก ซึ่งก็ทำผลงานได้ดีและด้วยฝีเท้าที่เหลือล้นของเขา ทำให้สามารถลงในตำแหน่งปีกทั้งสองฝั่ง รวมถึงการเป็นหน้าต่ำได้อีกด้วย

          เขาพาทีมเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศของศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก นอกจากนี้ยังซัดไป 3 ประตูจาก 11 เกมที่ลงเตะ และยิงได้ทั้งหมด 10 ลูกตลอดเกมลีก 33 นัด ช่วยให้ทีมจบอันดับที่ 3 ของลีกในฤดูกาล 2010-2011

          เริ่มต้นฤดูกาล 2011-2012 เขาได้ทำการเปลี่ยนเบอร์เสื้อเป็นหมายเลข 11 ซึ่งเว้นว่างมานานตั้งแต่การจากไปของ นอร์ดิน อัมราบัต ในเดือน มกราคม 2011 โดยในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2011 เขาลงสนามมาในฐานะตัวสำรองและสามารถซัดแฮตทริกแรกให้กับสโมสร ช่วยให้ทีมเอาชนะ เฮราเคิ่ลส์

          เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2013 เลนส์ ได้ทำการเซ็นสัญญา 4 ปีกับต้นสังกัดใหม่จากยูเครนอย่าง ดินาโม เคียฟ โดยในวันที่ 29 สิงหาคม เขาสามารถยิงประตูแรกให้กับทีมได้สำเร็จในนาทีที่ 9 จากเกมที่เอาชนะ อัคโตเบ้ 5-1 ในศีก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบเพลย์-อ็อฟ เลกสอง และทำให้ผลรวมสองนัดชนะไปสบายๆ 8-3

          ในวันที่ 6 ตุลาคม เลนส์ ซัดคนเดียวสองประตูช่วยให้ทีมถล่มเอาชนะ เมตาลัวห์ โดเนตส์ค 9-1 ในลีก และมีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ยูเครน คัพ ในฤดูกาลแรกของเขากับทีม

          เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2015 เขาถูกไล่ออกจากสนามจากการโดนสองใบเหลืองในช่วงครึ่งแรก และทำให้ทีมพ่ายให้กับ ฟิออเรนติน่า 0-2 ในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ โดยไปเหลืองที่สอง ผู้ตัดสินมองว่าเขาจงใจพุ่งล้มเพื่อเรียกจุดโทษ

          ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2015 หลังจากเข้ารับการตรวจร่างกายแล้ว สโมสร ซันเดอร์แลนด์ ได้ทำการเซ็นสัญญาคว้าตัว เลนส์ มาร่วมทีมแบบไม่เปิดเผยค่าตัวในระยะสัญญา 4 ปี ซึ่งเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของเขากับกุนซือ ดิ๊ก แอดโวคาต หลังจากที่เคยทำงานกันมาก่อนในช่วงที่อยู่กับ พีเอสวี และ อัล์คม่าร์

          เลนส์ ซัดประตูแรกในศึก พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จในวันที่ 29 สิงหาคม 2015 ช่วยให้ทีมเสมอกับ แอสตัน วิลล่า 2-2 หลังจากนั้นยังยิงประตูที่สองได้ในเกมที่พบกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในวันที่ 3 ตุลาคม 2015 อย่างไรก็ดี เขาถูกส่งออกจากสนามจากการได้รับสองใบเหลือง ก่อนที่เกมจะจบลงด้วยการเสมอกันไป 2-2

เกียรติประวัติ

ระดับสโมสร

อัล์คม่าร์

– แชมป์ เอเรดิวิซี่ : 2008-09
– โยฮัน ครัฟฟ์ ชิลด์ : 2009

พีเอสวี

– ดัตช์ คัพ : 2011-12
– โยฮัน ครัฟฟ์ ชิลด์ : 2012

ดินาโม เคียฟ

– ยูเครน พรีเมียร์ลีก : 2014-15
– ยูเครน คัพ : 2013-14, 2014-15

ระดับชาติ

ฮอลแลนด์

– อันดับสาม ฟุตบอลโลก 2014

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

เตเรนเซ ก็องโกโล

ufa1688 เตเรนเซ ก็องโกโล (เกิดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994) เป็นนักฟุตบอลที่เล่นในตำแหน่งกองหลังให้กับฟูลัมโดยยืมตัวจากฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์ในอีเอฟแอลแชมเปียนชิป เขาได้เริ่มลงเล่นในเอเรอดีวีซีให้กับไฟเยอโนร์ดระหว่างฤดูกาล 2011–12 แม้ว่าจะเกิดในสวิตเซอร์แลนด์ และบิดามารดามีเชื้อสายคองโก แต่เขาได้เติบโตในเนเธอร์แลนด์ และเลือกที่จะเล่นให้กับทีมชาติเนเธอร์แลนด์

ทีมชาติ
ชุดใหญ่
ผลงานอันยอดเยี่ยมของก็องโกโลในการเล่นให้กับไฟเยอโนร์ด ทำให้เขามีชื่อติดทีมชาติเนเธอร์แลนด์ชุดเบื้องต้น ภายใต้การคุมของ ลูวี ฟัน คาล ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล โดยก่อนที่จะถึงรายการแข่งขันนั้น ในวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 เขาได้ลงเล่นให้กับทีมชาติครั้งแรกในนัดที่เสมอกับเอกวาดอร์ 1–1 หลังจากนัดนั้น ทั้ง ฟัน คาล และตัวของก็องโกโลเอง ต่างก็เห็นพ้องกันว่า ฟอร์มการเล่นของเขายังไม่น่าประทับใจนัด

อย่างไรก็ตาม ก็องโกโลยังคงมีชื่อในชุด 23 คนสุดท้ายสำหรับแข่งขันฟุตบอลโลก โดยในรายการนั้น เขาได้ลงเล่นหนึ่งนัดในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม โดยลงเล่นแทน ดีร์ก เกอวต์ ในนาทีที่ 89 ในนัดที่เอาชนะชิลี 2–0 แม้ว่าเขาจะได้ลงเล่นเพียงนัดเดียว แต่จากการที่เนเธอร์แลนด์จับอันดับที่สามในรายการ ทำให้เขาได้รับเหรียญทองแดงด้วย

เกียรติประวัติ
ไฟเยอโนร์ด

เอเรอดีวีซี: 2016–17
KNVB Cup: 2015–16
เนเธอร์แลนด์

ฟุตบอลโลก อันดับที่สาม: 2014

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ทอม เดวีส์

ufa1688 ทอมัส "ทอม" เดวีส์ (อังกฤษ: Thomas "Tom" Davies) เกิดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1998 เป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษปัจจุบันเล่นให้กับเอฟเวอร์ตัน ในตำแหน่งกองกลาง

ประวัติ
เดวี่ส์เกิดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1998 เป็นชาวเมือง ลิเวอร์พูล โดยกำเนิดและมีศักดิ์เป็นหลานของ อลัน วิทเทิล อดีตนักฟุตบอลของเอฟเวอร์ตันชุดคว้าแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) ฤดูกาล 1969–70

ระดับสโมสร
เอฟเวอร์ตัน
เดวี่ส์เข้าร่วมศูนย์ฝึกเยาวชนของเอฟเวอร์ตันเมื่อ ค.ศ. 2009 ขณะอายุ 11 ปี และได้รับการตอบแทนด้วยสัญญาการเป็นนักฟุตบอลอาชีพเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 2015 ขณะอายุ 17 ปี

เดวี่ส์ประเดิมสนามให้กับทีมชุดใหญ่เมื่อวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 2016 เมื่อถูก โรเบร์โต มาร์ตีเนซ กุนซือในขณะนั้นส่งลงไปเป็นตัวสำรองแทน ดาร์รอน กิ๊บสัน ในนาทีที่ 83 ในนัดที่ทีมทอฟฟี่สีน้ำเงินเปิด กูดิสันพาร์ก เสมอกับทีมนักบุญ เซาแธมป์ตัน 1–1

จนกระทั่งวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2015–16 ภายหลังจากที่มาร์ตีเนซถูกทางสโมสรสั่งปลด เดวิด อันส์เวิร์ธ กุนซือรักษาการในขณะนั้นได้ส่งเดวีส์ลงประเดิมสนามในฐานะตัวจริงนัดแรกในนัดที่ทีมทอฟฟี่สีน้ำเงินเอาชนะทีมนกขมิ้น นอริชซิตี 3–0 และในนัดนี้เดวีส์ได้รับเลือกให้เป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ อีกด้วย

ในวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 2016 เดวีส์ได้จรดปากกาต่อสัญญากับต้นสังกัดไปอีก 5 ปีจนถึงปี ค.ศ. 2021 จากนั้นในวันจันทร์ที่ 2 มกราคม ค.ศ. 2017 ในฤดูกาล 2016–2017 เดวีส์ได้ประเดิมสนามเป็นตัวจริงนัดแรกในนัดที่เปิดบ้านเอาชนะเซาแธมป์ตัน 3–0 ต่อมาในวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม ค.ศ. 2017 เดวีส์ได้ประเดิมประตูแรกให้กับตัวเองในนัดที่เอฟเวอร์ตันเปิดบ้านเอาชนะเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ซิตี 4–0 โดยเดวีส์เป็นผู้ทำประตูที่ 3

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

เอนรีเก โอมาร์ ซีโบรี

ufa1688 เอนรีเก โอมาร์ ซีโบรี (สเปน: Enrique Omar Sívori) (2 ตุลาคม ค.ศ. 1935 – 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2005) เป็นกองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ แฟนบอลเรียนเขาว่า "El Cabezón" หรือเจ้าหัวโต เมื่ออายุ 17 ปี ซิวอรี่ได้กลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพแล้ว โดยเขาเล่นให้กับทีมริเวอร์ เพลทเป็นทีมแรก เขาได้แชมป์ฟุตบอลลีกของอาร์เจนติน่าร่วมกับริเวอร์ เพลทในปี 1955 และ 1956ด้วย

ทีมชาติอาร์เจนติน่า
ซิวอรี่ติดทีมชาติอาร์เจนติน่า 18 ครั้ง ทำได้ทั้งหมด 9 ประตู เขาช่วยให้ทีมชาติอาร์เจนติน่าได้แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติ อเมริกาใต้ในปี 1957 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงลิม่า เมื่อหลวงของประเทศเปรู ทีมชุดนั้นมีกองหน้าฝีเท้าดีหาตัวจับยากมากมาย นอกจากซิวอรี่แล้วยังมี คอร์แบตต้า, มาสโช่, อังเจลิลโล่ และครูซ พวกเขาได้รับฉายาว่า "caras sucias" ซึ่งถ้าแปลตรงๆตามตัวอักษรในภาษาสเปนจะแปลว่า พวกหน้าสกปรก (dirty faces) แต่ที่จริงนั้นแฟนบอลตั้งในให้มีความหมายล้อเลียนตลกๆ เพราะตอนที่พวกเขาลงเล่นนั้นน่าตลก เลอะเทอะเหมือนเด็กซนๆ

ประวัติอาชีพ
ยูเวนตุสยอมจ่ายเงิน 10 ล้านเปโซ (อาร์เจนติน่า) แลกกับตัวซิวอรี่มาอยู่กับทีมในปี 1957 ระหว่างเล่นให้กับยูเวนตุส เขาพาทีมประสบความสำเร็จมากมาย โดยได้แชมป์ลีกสูงสุดของอิตาลีที่เรียกว่า ลีก แชมเปี้ยนชิพ (หรือกัลโช่ เซเรีย อาปัจจุบัน) 3 ครั้ง คือในปี 1958, 1960 และ 1961 นอกจากนี้ยังได้แชมป์อิตาเลียน คัพอีก 2 ครั้งในปี 1959 และ 1960 ซิวอรี่เล่นให้กับยูเวนตุสจนถึงปี 1965 รวมแล้วเขาลงเล่นให้ยูเวนตุสทั้งสิ้น 253 นัด ยิงได้ถึง 167 ประตู มากเป็นอันดับ 4 ตลอดกาลของสโมสรอีกด้วย หลังจากเล่นให้กับยูเวนตุสเกือบ 10 ปี เขาก็เซ็นสัญญาย้ายไปอยู่กับนาโปลี และช่วยนาโปลีได้อันดับสองในลีกถึง 2 ครั้งอีกด้วย เขาอำลาสนามในปี 1969 และเดินทางกลับบ้านเกิด จากนั้นหวนคืนสนามอีกครั้งในฐานะโค้ชทีมริเวอร์ เพลท, โรซาริโอ เซ็นทรัล, เอสตูดิอันเตส เดอ ลา พลาต้า, เบเลซ ซาร์สฟิลลด์ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งโค้ชทีมชาติอาร์เจนติน่าในปี 1974

ทีมชาติอิตาลี
หลังจากได้ย้ายมาค้าแข้งในอิตาลีแล้ว ซิวอรี่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนตินาจากรัฐบาลของอาร์เจนติน่าเอง เขาเปลี่ยนมาเล่นให้กับทีมชาติอิตาลีแทน โดยลงสนามในนามทีมชาติอิตาลีนัดแรกในเดือนเมษายน 1961 รวมแล้วเข้ายิงให้ทีมชาติอิตาลี 8 ลูก จากการลงเล่นเพียง 9 นัด

รางวัล
ซิวอรี่ได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป (Ballon d'or) ในปี 1961 นอกจากนี้ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 125นักเตะที่ดีที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่นเดียวกับนักเตะอย่างเปเล่เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของฟีฟ่าในเดือนมีนาคม 2004 อีกด้วย น่าเสียดายที่เขาเสียชีวิตลงเมื่อปี 2005 ด้วยโรคมะเร็งตับในวัย 69 ปี

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ริการ์โด โรดริเกซ

ufa1688 ริการ์โด อีวาน โรดริเกซ อารายา (เกิดวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1992) เป็นนักฟุตบอลชาวสวิสที่เล่นในตำแหน่งแบ็กซ้ายให้กับเปเอสเฟในเนเธอร์แลนด์ โดยยืมตัวจากมิลานในเซเรียอา และทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ เขาถูกขนานนามว่าเป็นกองหลังที่สมบูรณ์ โดยมีความสามารถในการโหม่งที่แข็งแกร่ง และการเปิดบอลไปยังเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ เขายังความโดดเด่นในด้านการเล่นลูกเซ็ตพีซและการยิงลูกโทษ

บิดาของเขาเป็นชาวสเปน มารดาเป็นชาวชิลีเชื้อสายบาสก์ โรดริเกซเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับซือริชใน ค.ศ. 2010 โดยก่อนหน้านี้เขาอยู่ในทีมชุดเยาวชนเป็นระยะเวลา 8 ปี ต่อมาเขาถูกขายให้กับเฟาเอ็ฟเอ็ล ว็อลฟส์บวร์คในเดือนมกราคม ค.ศ. 2012 ด้วยค่าตัว 7.5 ล้านปอนด์[9] เขาลงเล่นให้กับว็อลฟส์บวร์ครวมทุกรายการทั้งสิ้น 184 นัด ยิงได้ 22 ประตู และพาทีมคว้าแชมป์เดเอ็ฟเบ-โพคาลและเดเอ็ฟเอ็ล-ซูเพอร์คัพใน ค.ศ. 2015 ต่อมาเขาเซ็นสัญญากับเอซี มิลาน ใน ค.ศ. 2017

โรดริเกซลงเล่นให้กับทีมชาติชุดเยาวชนครบทุกรุ่นอายุ โดยเคยพาทีมชาติคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปีใน ค.ศ. 2009 เขาได้เล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่มาตั้งแต่ ค.ศ. 2011 และได้ลงเล่นกว่า 60 นัด เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติสวิสในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012, ฟุตบอลโลก 2014, ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 และฟุตบอลโลก 2018 ใน ค.ศ. 2014 เขาได้รับการลงคะแนนให้เป็นนักฟุตบอลสวิสยอดเยี่ยมแห่งปี

เกียรติประวัติ
สโมสร
เฟาเอ็ฟเอ็ล ว็อลฟส์บวร์ค

เดเอ็ฟเบ-โพคาล: 2014–15
เดเอ็ฟเอ็ล-ซูเพอร์คัพ: 2015
ทีมชาติ
สวิตเซอร์แลนด์

ฟุตบอลโลกเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี: 2009
รางวัลส่วนตัว
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของแฟนสโมสรฟุตบอลซือริช: 2011–12
นักฟุตบอลสวิสยอดเยี่ยมแห่งปี: 2014